TOWNS TALK
งานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 36
16/02/2017

               3 ยักษ์ใหญ่แวดวงอสังหาฯ เตรียมเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 36
นายวิชัย  พูลวรลักษณ์ ( กลาง ) กรรมการสมาคมอาคารชุดไทย และประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ พร้อมคณะกรรมการจัดงานฯ ได้กำหนดจัดงานจับฉลากเลือกพื้นที่บูธ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “LET’S GET YOUR BESTINATIONค้นหาจุดหมายที่ดีที่สุด…เพื่อคนที่คุณรักที่สุด” ซึ่งในปีนี้มีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัท ยอดโครงการบ้านกว่า 1,000 โครงการเข้าร่วมงาน โดยมีอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ 
- บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) 
- บริษัท ออลล์ อินสไปร์  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 
- บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 
จองพื้นที่มากที่สุด ซึ่งงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 36 ได้รับความร่วมมือจากสมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร จัดงานครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ บริเวณโซนซี ชั้น 1 ชั้น 2 และพลาซ่า ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 

 

 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม
กิจกรรม Areeya&You
27/10/2016

กิจกรรมดีๆ จาก Areeya&You
สิทธิพิเศษ สำหรับลูกบ้านอารียาคนพิเศษ
เติมเต็มความสุขในทุกมื้อ กับโปรสุดคุ้มจากร้านค้าสุดชิค

โดยลูกบ้านอารียาที่ใช้เครือข่ายทรู
สามารถรับเครื่องดื่ม ที่ร้าน Mezzo ฟรี 1 แก้ว

เพียงกดรหัส *470*55*111 ตามด้วยรหัส Areeya&You 5หลัก# 
แล้วกดโทรออก | สามารถรับได้ที่จุดบริการ Mezzo 
วันนี้ ถึง 31 ธ.ค.59 นี้เท่านั้น!! (1สิทธิ์/1แก้ว/เดือน)

รายละเอียดเพิ่มเติม
SC ASSET จัดงาน OPEN HOUSE
11/10/2016

                    ที่โครงการ “The Crest Santora‎ หัวหิน” 22-24 ต.ค.นี้

          พบกันครั้งแรกกับการเปิดชมห้องแบบ LUXURY SIGNATURE FAMILY SUITE – สเปซใหญ่ เพื่อครอบครัวใหญ่ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ

          เดอะเครสท์ ซานโตรา หัวหิน ตั้งอยู่หัวหิน ซอย 7 ติดหาดหัวหิน เป็นวิลล่าและคอนโดตากอากาศ ทั้งหมด 188 ยูนิต มีเพียงห้องแบบ 2 ห้องนอน ที่ถูกออกแบบพิเศษสไตล์ MODERN LUXURY COMFORT ที่สเปซเพิ่มขึ้นพร้อมการจัดวางที่คำนึงถึงการใช้ชีวิต เพื่อตอบรับทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัวใหญ่อย่างลงตัว

 

              

          ดีไซน์เหนือระดับกับห้องนอนกว้างสบายพร้อมฟังก์ชั่นเตียงสองชั้น ห้องนั่งเล่นเชื่อมต่อมุมระเบียงให้คุณมีมุมพักผ่อนได้มากกว่าใคร ที่สุดของวิถีชีวิตแห่งความสุขเทียบเท่าบ้าน ที่คุณรื่นรมย์ได้กับทุกวินาที ที่ใช้ชีวิตที่นี่

          พบโปรโมชั่นพิเศษ 2 ห้องนอนกว้าง ขนาด 73 ตารางเมตร ราคาพิเศษ 6.9 ล้านบาท!  พร้อม Fully-Furnished จองในงานรับฟรี iPhone 7 (256 GB) ลงทะเบียนรับส่วนลดเพิ่ม 100,000 บาท คลิก bit.ly/2d1R8sP โทร. 1749

 

          ที่ตั้งโครงการ : ติดหาดหัวหิน หัวหิน ซอย 7 อำเภอหัวหิน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์

 

รายละเอียดเพิ่มเติม
งาน HomeWorks EXPO ครั้งที่ 23
04/10/2016

          นายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรในเครือเซ็นทรัล เปิดงาน "HomeWorks EXPO ครั้งที่ 23" มหกรรมสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ลดสูงสุด 80% คาราวานสินค้ากว่า 500 แบรนด์ดัง คาดมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500,000 คน และมียอดขายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 9 ตุลาคม 2559 โดยมี นางจิรารักษ์ ณ เชียงตุง, นางสาวนภิศ สุวรรณสาร, นางยี่ หลิว และนายคริสซอฟห์ ฮอแดป เข้าร่วมงานด้วย ณ ไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-104 เมื่อเร็วๆ นี้

รายละเอียดเพิ่มเติม
LPN คอนโดลุมพินี ช่วยเงินผ่อน
29/09/2016

          บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) จัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย ช่วยคุณผ่อนบ้านคงที่ ต้อนรับไตรมาส 4 ภายใต้ชื่อแคมเปญ “คอนโดลุมพินี ช่วยเงินผ่อน 59 เดือน” อัตราการผ่อนเท่ากันทุกเดือนเพียง 2,000 บาท ระยะเวลานานถึง 59 เดือน (4 ปี 11 เดือน) พิเศษสำหรับโครงการคุณภาพ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” เท่านั้น โดยสินค้าที่บริษัทนำมาร่วมแคมเปญในครั้งนี้เป็นห้องชุดพร้อมอยู่ เฉพาะอาคาร B3, B4 และ B5 ทุกชั้น ทุกยูนิต ราคาเดียวเพียง 799,000 บาท คิดเป็นมูลค่าที่บริษัทช่วยผ่อนสูงสุด 137,100 บาท และหากซื้อเป็นบ้านหลังแรก ยังได้รับสิทธิเพิ่มเติม ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 1 ปี (คิดเป็นมูลค่า 19,200 บาท) ระยะเวลาตั้งแต่ 9 กันยายน ถึง 15 ตุลาคมนี้

          วัตถุประสงค์ในการจัดแคมเปญดีๆ ครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายด้วยราคาเบาๆ และเปลี่ยนจากการเช่าอพาร์ตเมนต์มามีบ้านเป็นของตนเอง ในสภาพแวดล้อม และสังคมคุณภาพ ภายใต้ “ชุมชนเมืองน่าอยู่” พร้อม Total Solution ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างครบครัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม LPN Call Center 02-689-6888 สำนักงานขายโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1

รายละเอียดเพิ่มเติม
งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์
27/09/2016

          นับถอยหลังกันอีกไม่นานกับ งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี "TFIC Furniture Outlet 2016" ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลับมาย้ำอีกครั้งเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย พร้อมโชว์ศักยภาพการผลิตและดีไซน์ที่หลากหลายได้มาตรฐานการส่งออก ระดมผู้ผลิตและผู้ส่งออกกว่า 100 ราย ขายในราคาโรงงานส่วนลดสูงสุด 80% จัดแสดงสินค้าในงาน TFIC Furniture Outlet 2016 ครั้งนี้เป็นปีที่ 12 ให้ผู้บริโภคช้อปเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ชั้นนำ คุณภาพดีในราคาโรงงาน ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมส่วนลดพิเศษสูงสุด 80% ในปีนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 2 ตุลาคม 2559 เวลา 10.30-21.00 น. ณ อาคาร 2-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นงานจำหน่ายปลีกทั้ง 5 วัน ตั้งเป้าผู้เข้าชมงาน 60,000 คน เงินสะพัด 150 ล้านบาท

          สำหรับสินค้าไฮไลต์ที่จะนำมาจัดแสดง มีสินค้าจากแบรนด์ดังหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ อาทิ เฟอร์นิเจอร์สำนักงานจาก ร้อกเวิธ เฟอร์นิเจอร์ไม้จาก โอ.เค.วู้ด โปรดั๊ค สันต์ไทย ชำนิเฟอร์นิเจอร์ ส.กิจชัย เฟอร์นิเจอร์โซฟาจาก เลซีบอย อีลิทดีไซน์ ไดมอนด์ โซฟา 128 กรุ๊ป เฟอร์นิเจอร์หวาย โดยฮาวายไทยเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียม จากคุณากิจอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น พร้อมพบกับโปรโมชันจากธนาคารที่ร่วมรายการ และข้อเสนอพิเศษมากขึ้น โดยปีนี้มีธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นพันธมิตร มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี โดยสามารถแบ่งจ่าย 0% นานสูงสุด 10 เดือน และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 8,000 บาท / หมายเลขบัญชี / ตลอดรายการ (รวมบิลยอดผ่อนชำระได้ตลอดงาน) และในส่วนของการชำระเต็มจำนวน จะได้รับของสมนาคุณมากมาย มูลค่าสูงสุด 3,970 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติม
Pre-Sale 8-9 ต.ค. 59 นี้
27/09/2016

          พบการเปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ Pre-Sale 8-9 ต.ค. นี้
          "คาซ่า วิลล์ รามคำแหง-วงแหวน 2"

               บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ล่าสุด...กว้างกว่า รองรับความสุขที่มากกว่า เชื่อมโยงทุกมิติอย่างมีดีไซน์เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น Facility ที่ใช้งานได้จริง สวนกว้างกว่า 200 เมตร สระว่ายน้ำระบบเกลือขนาดใหญ่ พร้อมฟิตเนส Panorama View และระบบรักษาความปลอดภัยเหนือชั้น ราคาเริ่มต้น 5-10 ล้านบาท*

ลงทะเบียนลงรับสิทธิ์ VIP คลิกhttp://bit.ly/Regis_CasaVilleRamkamhaeng2
สอบถามรายละเอียด CALL CENTER โทร 1388 ทุกวัน (08.00-19.00 น.)

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ภาพทั้งหมดใช้แทนเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์

รายละเอียดเพิ่มเติม
1-2 ต.ค. นี้
27/09/2016

     1-2 ต.ค. นี้ รับโปรฯเดียวกับงานบ้านและคอนโด
จองเพียง 1,500 บาท อยู่ฟรี 15 เดือน

หรือเลือกรับ โปรฯสุดขั้ว มูลค่า 400,000 บาท 
รีบจองแปลงสวยก่อนใคร (จำนวนจำกัด)

เดอะคัลเลอร์ส วงแหวน-ราชพฤกษ์
ทาวน์โฮม 4นอน 2จอด 
เริ่ม 1.59 ล้าน*

คลิกลงทะเบียนรับส่วนลด 20,000* ทันที https://goo.gl/OuIHiZ
 


 

     1-2 ต.ค. นี้ พบกับชีวิตดีดี .. ที่คุณเลือกได้
กับคอนโดติดเมกาบางนา พร้อมคลับเฮ้าส์หรูลอยฟ้า
สิทธิพิเศษที่คนเงินเดือน 15,000* ก็เป็นเจ้าของได้!!

เอ สเปซ มี บางนา
เพียง 1 นาทีถึงทางด่วน กาญจนาภิเษก 
เริ่ม 1.45 ล้าน*

คลิกลงทะเบียนรับส่วนลด 50,000* ทันที https://goo.gl/Myn5cu


โทร. 1797
Instagram : Areeyahome

รายละเอียดเพิ่มเติม
เจ.เอส.พี. พร้อมลุย
23/09/2016

          "โอกาสดีสำหรับผู้กำลังมองหาซื้อบ้านและที่อยู่อาศัยในราคาที่คุ้มค่ามาถึงแล้ว เปิดโอกาสให้เจ.เอส.พี. ได้เป็นหนึ่งโครงการในใจลูกค้าสำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านที่ดีที่สุด โดยพบกับ 11 โครงการ และ 6 ทำเลคุณภาพของเจ.เอส.พี. ได้ในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่35 ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม2559 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่บูธJ.S.P. โซน C2 บูธเลขที่ C200 - C203 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1173" 



          นายธีระชาติ มโนธรรมรักษา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า "แนวโน้มภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลัง นี้แม้จะดูไม่หวือหวามากนัก แต่สำหรับบริษัท เจ.เอส.พี. ยังค่อนข้างไปได้สวย เนื่องจากเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าแบบแมส(Mass) ซึ่งยังจัดเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อสูงอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของราคา คุณภาพสินค้า และด้านทำเล จนทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากธนาคารชั้นนำต่าง ๆ กว่า10 ธนาคาร ที่ร่วมเป็นพันธมิตร และยกระดับการให้วงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยในแบบพิเศษ จึงทำให้โอกาสการกู้ผ่านของลูกค้าง่ายขึ้น"

          โครงการทุกโครงการในกลุ่มบริษัท เจ.เอส.พี. มีจุดแข็งในด้านศักยภาพของทำเลที่ตั้ง คือทุกโครงการจะติดถนนใหญ่ มีการคมนาคมสะดวก ใกล้ส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที และอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีสาธารณูปโภคเข้าถึงอย่างครบครัน รวมทั้งด้านการออกแบบบริษัทฯ ยังคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ซึ่งได้มีการปรับโครงการฯ ให้เป็นลักษณะมิกซ์ยูส(Mixed use) เพื่อเพิ่มความหลากหลาย และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัยมากขึ้น ที่สำคัญคือทุกโครงการของเจ.เอส.พี. ราคาคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับโครงการในละแวกเดียวกัน อีกทั้งคุณภาพด้านงานก่อสร้างยังได้มาตรฐานเทียบเท่ากับค่ายใหญ่รายอื่น ๆ และในช่วงเดือนตุลาคม 2559 นี้ ทางบริษัทฯ จึงได้ตั้งใจนำ 11 โครงการ ไปร่วมออกบูธในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 35 พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดประทับใจ เพื่อเตรียมส่งมอบความคุ้มค่าแก่ลูกค้า

          นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า ด้าน 11 โครงการที่ทางบริษัทเจ.เอส.พี. จะนำไปออกบูธในงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 35 นี้ ได้แก่ โครงการสำเพ็ง 2 อาณาจักรค้าปลีกส่ง แห่งใหม่ ใหญ่ที่สุดในย่านฝั่งธน ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท, โครงการไมอามี่ คอนโด บางปู คอนโดติดรถไฟฟ้า ติดทะเล แห่งเดียวในไทย ราคาเริ่มต้น 899,000 บาท, โครงการทิวลิป สแควร์ คอนโดสไตลส์ยุโรปสุดหรู ติดช้อปปิ้งมอลล์ และสถานที่ท่องเที่ยว ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท, โครงการJcondo สาทร - กัลปพฤกษ์ คอนโดสูง25 ชั้น วิว 360องศา ใกล้สถานีรถไฟฟ้าวุฒากาศ ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท, โครงการJ villaสุขุมวิท - แพรกษา ทาวโฮมและอาคารพาณิชย์ รองรับครอบครัวใหญ่ติดโรงเรียนสารวิเทศน์ สมุทรปราการ ราคาเริ่มต้น 1.799 ล้านบาท และโครงการ JSP city บางปะกง - บ้านโพธิ์ ทาวน์โฮมและอาคารพาณิชย์ ทำเลเด่นติดถนนใหญ่ใกล้แหล่งงานและนิคมอุตสาหกรรม ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท, โครงการ JSP city รังสิต คลอง 1 ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ ทำเลดีที่สุดในย่าน ติดถนนใหญ่ใกล้รถไฟฟ้า สายสีแดง และ จุดขึ้นลงทางด่วน ราคาเริ่มต้น 1.885 ล้านบาท, รวมทั้งโครงการน้องใหม่ล่าสุด ได้แก่ โครงการJ condo พระราม 2 ติดเซ็นทรัลพระราม2 ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท, โครงการJ city ติวานนท์-บางกระดี ทาวน์โฮมและบ้านแฝด River Viewราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท, โครงการJ Grand สาทร – กัลปพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น สไตล์แพ้นเฮาส์ทำเลดีที่สุด ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท, โครงการJ city รัตนธิเบศร์-บางบัวทอง ทาวน์โฮมใหม่ ใจกลางแหล่งชุมชน ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 11 โครงการดังกล่าวจะถูกเสริมทัพด้วยโปรโมชั่นของแถมพิเศษเป็น Gift Voucher Homepro มูลค่ากว่า 10,000 บาท แจกฟรีสำหรับลูกค้าที่จองในงาน พร้อมขบวนส่วนลดอีกมากมาย ซึ่งผู้กำลังมองหาซื้อบ้านและคอนโดต้องไม่พลาด
อย่างไรก็ตามนายธีระชาติ กล่าวถึงการร่วมออกบูธในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 35 นี้ว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ได้ และมั่นใจว่าจากแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่ารายได้จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน

รายละเอียดเพิ่มเติม
2 ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ LH - AP
18/01/2017

    2 ยักษ์ใหญ่อสังหาฯตระกูล "อัศวโภคิน" แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ - เอพี ประกาศแผนลงทุนอสังหาฯปี 60 แลนด์ฯ เปิด 12 โครงการมูลค่า 1.49 หมื่นล้านบาท ด้านเอพี เปิด 20 โครงการมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้าน คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ชี้ ซื้อที่ดินถูก-ตั้งราคาขาย โจทย์ยากผู้ประกอบการ          

          นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 60 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากแนวโน้มการเติบโตของจีดีพี ที่คาดว่าจะเติบโตในระดับ 3.5% โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนของภาครัฐแม้จะยังไม่มีเงินเข้าสู่ระบบในทันทีแต่การกำหนดเวลาเปิดประมูลจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนกล้าลงทุนล่วงหน้า ส่วนอัตราดอกเบี้ยแม้ว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นแต่ไม่สูงมากนัก ส่วนผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากต้นทุนก่อสร้างที่ยังทรงตัว ส่วนแผนการลงทนในปี 60 ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการ , ทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มากกว่าปี2559 ที่เปิดตัว 10 โครงการ แต่เมื่อเทียบมูลค่าโครงการแล้วจะน้อยกว่าปี 59 เพราะโครงการที่เปิดตัวในปี 60 จะเป็นขนาดโครงการเล็ก ในจำนวน 12 โครงการที่เปิดใหม่ดังกล่าวมี 4 โครงการที่เลื่อนการเปิดตัวมาจากปี 59 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย ได้แก่ โครงการ The Bangkok สุขุมวิท 38 ,โครงการมัณฑนา วงแหวน บางบอน ,โครงการ North 6 เชียงใหม่และNorth7 เชียงใหม่ รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

                                                 

          นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ กล่าวว่า สำหรับงบลงทุนในปี 60 ตั้งไว้ที่ 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับซื้อที่ดินประมาณ 7,000 ล้านบาท และงบสำหรับลงทุนในอสังหาฯเพื่อเช่า จำนวน 4,000 ล้านบาทสำหรับธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนก่อสร้างโครงการเทอมินอล 21 พัทยา ซึ่งเป็นงานก่อสร้างต่อเนื่องจำนวน 2,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2561 และอีก 2,000 ล้านบาท เป็นงบสำหรับการซื้อโครงการ ทั้งนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นจากนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ที่มีนโยบายให้เกิดการลงทุนภายในประเภทซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นความต้องการอพาร์ตเมนท์ก็จะเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงนโยบายการลดภาษีจะส่งผลดีต่อการลงทุนของบริษัทมากขึ้น รวมถึงมูลค่าของอสังหาฯที่นั้นมีแนวโน้มปรับขึ้น 5-10% ต่อปี 

                                                   

          นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พื้นฐานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในวันนี้ไม่ได้แย่มาก ถึงแม้ภาพรวมการเปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านๆ มาจะติดลบก็ตาม วันนี้หลายๆ อย่างเริ่มมีความชัดเจนขึ้น กิจกรรมทางการตลาดและบรรยากาศในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติบ้างแล้ว และในปีนี้จะเห็นภาพการแข่งขันในกลุ่มสินค้าแนวราบมากขึ้น ทั้งนี้ในปี 60 บริษัทฯ มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 20 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท, ทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 7,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005668

รายละเอียดเพิ่มเติม
พฤกษา เปิดตัว
21/11/2016

          พฤกษา เรียลเอสเตท รุกตลาดคอนโดระดับพรีเมียม เปิดตัว The Reserve ทองหล่อ
หลังประกาศเดินหน้าบุกตลาดพรีเมียม ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพรีเมียม ก็เฟ้นหาที่ดินแปลงสวยบนทำเลทอง ซอยทองหล่อ 2 มาพัฒนาคอนโดมิเนียม "The Reserve" ชูแนวคิดการออกแบบสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด สะท้อนความเป็นธรรมชาติที่แทรกอยู่ในตัวอาคารได้อย่างลงตัว และคัดสรรวัสดุภายในห้อง ระดับพรีเมี่ยม อย่างดี เพื่อให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่สุดในย่านทองหล่อ ในราคาที่ดีที่สุดเฉลี่ย ตร.ม. ละ 250,000 บาท ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลที่ thereservecondo.com สอบถามเพิ่มเติมโทร.1739

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม
"พฤกษา” โชว์ผลงาน
11/11/2016

             อสังหาฯพรีเมียมปีหน้ามาแรง! "พฤกษาโชว์ผลงาน 9 เดือนไปได้สวย

          นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและ ปริมณฑลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าตลาด 265,777 ล้านบาท เติบโต 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลาดต่างจังหวัดมีมูลค่า 78,869 ล้านบาท หรือเติบโต 12.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากยังไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุน จากสภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของไตรมาส 4 ที่ยังชะลอตัว คาดว่าทั้งปีตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะเติบโตทรงตัวหรือใกล้เคียงกับปี 2558 คือมีมูลค่าตลาดรวม 350,000 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สามารถทำยอดขายรวม 34,662 ล้านบาท โดยคิดเป็น 68% ของเป้ายอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 51,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเปิดโครงการใหม่ 25 โครงการ มูลค่ารวม 22,431 ล้านบาท ในไตรมาส 3 โดยเฉพาะโครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ คือ พลัมคอนโด รามคำแหง สเตชั่น และพลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า สำหรับด้านรายได้ 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 32,972 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,068 ล้านบาท โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลงเล็กน้อยสำหรับทั้ง 2 ด้าน

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/779802

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต
11/11/2016

บิ๊ก'พฤกษา'คาดตลาดอสังหาฯปีนี้ มีโอกาสติดลบ5%

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2559 โดยคาดว่า จะ “ทรงตัว” หรือมีโอกาส “ติดลบ 5%” โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3- 3.3 แสนล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 0-5% มูลค่าตลาดรวม 3.5 -3.6 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดรวม 3.48 แสนล้านบาท เนื่องจากเผชิญปัจจัยภายในและภายนอกที่ยากจะควบคุม ส่งผลให้ไตรมาส 4 ที่คาดว่า สถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯจะกลับมาสดใส มีการเปิดโครงการใหม่มากที่สุด กลับไม่เป็นไปตามคาดการณ์ โดยผู้ประกอบการได้เลื่อนการเปิดโครงการไตรมาส 4 ออกไปปีหน้าเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าตลาดอสังหาฯในปี 2560 จะกลับมาฟื้นตัวได้ หรือเติบโต 5% หลังผู้ประกอบการอสังหาฯเริ่มกลับมาเดินหน้าลงทุนอีกครั้ง เพราะเริ่มมั่นใจแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคลายความกังวล จากปัจจัยภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนต่างๆ ซึ่งมีความชัดเจนแล้วในปีนี้ ทั้งผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และเบร็กซิท เป็นต้น ดังนั้น มองว่าปีหน้า จะเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในภาพรวม เพื่อการก้าวไปสู่การเติบโต ในหลายรูปแบบ โดยจะไม่เน้นทำตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่จะขยายไปในทุกตลาด เพื่อเพิ่มยอดขาย ส่วนแบ่งการตลาด ลดความเสี่ยง รวมถึงการร่วมทุนกับต่างชาติ หรือบริษัทคนไทยด้วยกันเอง เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/726887

รายละเอียดเพิ่มเติม
ดัชนีเศรษฐกิจ
01/11/2016

          โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มกราคม 2560

รายละเอียดเพิ่มเติม
แสนสิริจับมือพันธมิตร
25/10/2016

          แสนสิริจับมือพันธมิตรตรวจความพร้อม “98 Wireless” พร้อมเปิดเผยโฉมเป็นคอนโดมิเนียมที่สุดแห่งทำเล ธ.ค.นี้

          คุณอภิชาติ จูตระกูล (ที่ 2 จากขวา) ประธานอำนวยการ และ คุณอุทัย อุทัยแสงสุข (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ทีมผู้บริหารจาก บริษัท สี่พระยาก่อสร้าง จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการ และ ทีมผู้บริหารจาก บริษัท โปรเจคไดเรคชั่น จำกัด ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ตรวจสอบความเรียบร้อยโครงการ '98 Wireless' (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างแล้วกว่า 70% พร้อมสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดการขายอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ โดยผู้บริหารแสนสิริได้บรรจงลงตรวจความพร้อมในทุกขั้นตอนอย่างละเอียดและประณีต เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นคอนโดมิเนียมที่ดีที่สุดในประเทศไทยหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


          โครงการ '98 Wireless' (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) ตั้งอยู่บนทำเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนถนนวิทยุ มูลค่าโครงการกว่า 8,700 ล้านบาท อีกหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของแสนสิริ ภายใต้แนวความคิด "The Best Comes as Standard" ที่รังสรรค์งานดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสอย่างประณีตบรรจง คัดเลือกวัสดุการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในที่ดีที่สุดและพิถีพิถันที่สุดจากทุกมุมโลก พร้อมมอบบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ในแบบลักซ์ชัวรี่อย่างแท้จริง โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมความสูง 25 ชั้น ที่จอดรถใต้ดิน จำนวน 77 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 550,000 บาทต่อตารางเมตร มีตั้งแต่ขนาด 2 – 4 ห้องนอน เพนท์เฮ้าส์ และซูเปอร์เพนท์เฮ้าส์ "The One" ซึ่งตั้งอยู่ชั้นสูงสุดของโครงการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ :
ภิญญาพัชญ์ ห่วงนาค / ดวงพร โชติพรไพศาล
โทร. 02-201-3536/ 02-201-3768
อีเมล Pinyapat@sansiri.com/ DuangpornC@sansiri.com

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2536395

 

ที่มา : ryt9

รายละเอียดเพิ่มเติม
เจ.เอส.พี. ปรับโฉม
25/10/2016

          เจ.เอส.พี. ปรับโฉม เตรียมส่ง J ID มาตรฐาน ของบ้านชาญฉลาด การันตีทุกหลังคุ้มค่า ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย


          สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้าด้วย สำหรับค่ายอสังหาฯ เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่หลังจากเตรียมความพร้อมเปิด 4 โครงการน้องใหม่ในเครือ เจ.เอส.พี.แอสพลัส J.S.P. Asplus by J.S.P Property นั้นล่าสุดทางด้านบอสใหญ่ฝ่ายออกแบบ คุณพีรพงศ์ พฤกษชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท เจ.เอส.พี แอสพลัส จำกัด ก็แอบมาเผยให้ฟังก่อนว่า ทีเด็ดคือเตรียมส่ง J ID หรือ J Intelligent Desing เครื่องหมายมาตรฐาน ของบ้านชาญฉลาด ออกตัวไปพร้อมๆ กัน และแอบกระซิบอีกว่า J ID เป็นโลโก้มาตรฐานของแนวคิดหลักของบ้านทุกหลังของเจ.เอส.พี. ที่คำนึงถึงการออกแบบอย่างชาญฉลาดในทุกๆด้าน เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของลูกบ้าน ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีให้กับผู้อยู่อาศัยว่าสามารถตอบโจทย์บ้านที่สุดของความคุ้มค่าได้ 4 ด้าน ได้แก่ iFunction พัฒนาการออกแบบ ที่ปรับทิศทางองค์ประกอบต่างๆของบ้าน ให้สามารถขยายพื้นที่ เพิ่มอรรถประโยชน์ใช้สอยได้อย่างกว้างขวางเต็มประสิทธิภาพ ตามด้วย iEnergy เพิ่มการออกแบบที่ใส่ใจรายละเอียดด้านการประหยัดพลังงาน เปิดรับแสงให้เข้าถึงได้ง่ายทำให้บ้านสว่าง และขาดไม่ได้คือด้าน iSense การออกแบบที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยโดยการเลือกโทนสี ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลายและสีไม่ล้าสมัย พร้อมสุดคุ้มค่ากับด้าน iConnet การออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกสบายของลูกบ้าน โดยการออกแบบ Club House และCoworking Space เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย …แหมเรียกว่าเป็นการยกเครื่องปรับลุ๊คใหม่ของ เจ.เอส.พี.ได้เจ๋งสุดๆไปเลย

ที่มา : ryt9


 

รายละเอียดเพิ่มเติม
ศุภาลัย ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี!
20/10/2016

          บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี! ที่ไม่ควรพลาด พบกับสุดยอดวิทยากรแนะแนวด้านการลงทุน และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์และศิลป์แห่งสี ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2559 เวลา 9.00 - 16.30 น. ณ ชั้น 33 อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ถนนพระราม 3

          เวลา 09.00 - 12.00 น. สัมมนาในหัวข้อ "มหัศจรรย์เคล็ดลับสร้างสปาใจ ให้สมองแจ่มใส ด้วยการระบายสี" โดย คุณสิทธิพร กุลวโรตตมะ นักเขียนและนักวาดการ์ตูน ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการระบายสีที่เป็นศาสตร์ในการสร้างสมดุลในชีวิต เสริมสร้างสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด ด้วยศาสตร์และศิลป์แห่งสี ที่ทำให้คุณพบความสุขง่ายๆ ได้อย่างมหัศจรรย์ พร้อม Workshop แจกแผ่นภาพพร้อมสีไม้ ให้ท่านลงมือระบายความสุข

          เวลา 13.30 - 16.30 น. สัมมนาในหัวข้อ "เคล็ดลับภาษีและการทำกำไร สู่ความ มั่งคั่งในปี 2560" โดย ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร สุดยอดกูรูด้านการเงินและการลงทุน จะมาแนะแนวทางการลงทุนอย่างไรให้ได้กำไร และเคล็ดลับการวางแผนภาษีในปี 2560

          โดยกิจกรรมสัมมนาหัวข้อดังกล่าว เป็นอภินันทนาการความรู้สู่ประชาชน ฟรี ผู้สนใจติดต่อสำรองที่นั่งด่วน! (จำนวนจำกัด) ที่ Supalai Smart Center โทร.02-725-8899 หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.supalai.com

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม
พฤกษาลุยลงทุนปี 2560
11/10/2016

          พฤกษากางแผนลงทุนปี 2560 เพิ่มสัดส่วนกลุ่มบ้าน-คอนโดหรู ชี้ลูกค้ากำลังซื้อแข็งแกร่ง ปูพรมโครงการใหม่ 1.5-2 หมื่นล้าน

          นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ปี 2560 บริษัทเตรียมรุกตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนหรือกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น โดยเฉพาะ ระดับราคาตั้งแต่ 5-10 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม โดยตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่มูลค่าประมาณ 1.5-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินรองรับการพัฒนาแล้ว เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก และเป็นกลุ่มที่ไม่มีปัญหาเรื่องกู้ไม่ผ่าน

          ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน สินค้ากลุ่มพรีเมียมเป็น 20% ของรายได้รวมภายในปี 2560 จากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 10% โดยตลาดระดับกลาง-บนถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตได้ดีแม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการถูกปฏิเสธ สินเชื่อต่ำ เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลัง ซื้อสูง

          ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการเร่งเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่าในไตรมาส 4 ผู้ประกอบการจะเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มูลค่ารวม 1-1.5 แสนแสนล้านบาท เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเร่งยอดขายที่ชะลอตัวไปในช่วงครึ่งปีแรก และเชื่อว่าแต่ละโครงการที่เปิดตัวมาล้วนมีจุดเด่นที่สามารถเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่า 85,850 ล้านบาท ไตรมาส 2 เปิดตัว 85,371 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่น-1 แสนล้านบาท โดยโครงการใหม่ดังกล่าวมีอัตราการดูดซับประมาณ 45-50%

          "ไตรมาส 4 พฤกษาเตรียมโหม เปิดโครงการใหม่ประมาณ 20-30 โครงการ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เน้นระดับราคา 2-3 ล้านบาท เช่น โครงการแชปเตอร์วัน อีโค รัชดา-ห้วยขวาง จำนวน 1,900 ยูนิต มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1 แสนบาท/ตร.ม." นายประเสริฐ กล่าว

          สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 3.46 หมื่นล้านบาท จากเป้ายอดขายทั้งปี 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังคงเหลือยอดที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายอีก 1.54 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำได้ เนื่องจากมีจำนวนโครงการใหม่เปิดมากที่สุดในไตรมาสสุดท้ายของปี

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รายละเอียดเพิ่มเติม
โครงการใหม่จาก SC ASSET
11/10/2016

คอนโด 28 Chidlom ทเวนตี้เอท ชิดลม  

     SC ASSET เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ “28 Chidlom“ คอนโด High Rise ระดับ Super Luxury สูง 20 ชั้น และ 50 ชั้น บนที่ดินประมาณ 3 ไร่  ติดถนนชิดลม ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลม ประมาณ 250 เมตร แล้วพบกันเร็วๆนี้

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • Tel : 1749
  • Website : http://www.scasset.com/
รายละเอียดเพิ่มเติม
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ Pre-Sale
04/10/2016

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดขาย Pre-Sale โครงการคอนโดมิเนียม The BANGKOK THONGLOR
   
          โครงการคอนโดมิเนียม The BANGKOK THONGLOR เป็นโครงการคุณภาพระดับสูงที่สมบูรณ์ครบพร้อมในทุกด้าน โครงการตั้งอยู่บนถนนทองหล่อ ซอย 1 เป็นแปลงหัวมุม ทางเข้าหลักติดถนนใหญ่ ใกล้จุดขึ้นลงรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อประมาณ 300 เมตร มีพื้นที่ 1-2-94 ไร่ 1 อาคาร 31 ชั้น จำนวน 148 ยูนิต อาคารได้รับการออกแบบให้เป็นกระจกทั้งอาคารซึ่งจะไม่เห็นกรอบของกระจกจากภายนอก ทำให้ด้านหน้าจะเห็นความเป็นเส้นตรงของอาคาร ได้ความเงาและแวววาวที่จะเป็นประกายออกจากตัวอาคาร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโครงการ นอกจากนี้ยังเพิ่มความพิเศษด้วยลายของหินอ่อนและทองแดงซึ่งเป็นวัสดุที่มีมูลค่าเพื่อเสริมให้งานออกแบบมีความทันสมัยมากขึ้น การออกแบบอาคารด้วยนวัตกรรม Corridor Air Flow เฉพาะจากแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำให้ลมและแสงแดดผ่านทางเดินทุกชั้น ทำให้ทุกชั้นอากาศสามารถถ่ายเทและได้รับแสงธรรมชาติ เพิ่มความโปร่งโล่งให้ส่วนกลางและยูนิตพักอาศัย สำหรับการออกแบบยูนิตพักอาศัยนั้น พื้นที่ได้รับการออกแบบให้คำนึงถึงการใช้งานอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม กระจกของทุกยูนิตจะให้ความรู้สึกโปร่งโล่งและกว้าง ทำให้ได้รับแสงจากธรรมชาติเป็นอย่างดี ทุกยูนิตเป็นระเบียง 2 ชั้น (Double Skin Balcony) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการใช้ระเบียงบนอาคารสูง และยังสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้นด้วย ห้องพักอาศัยมี 2 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 53-63 ตร.ม. จำนวน 34 ยูนิต และแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 82-94 ตร.ม. จำนวน 114 ยูนิต โครงการ The BANGKOK THONGLOR โดดเด่นด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยอย่างสูงสุด ทั้งระบบจอดรถอัตโนมัติเพิ่มความสะดวกสบาย และ Triple Full Floors Sky Facilities ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพนท์เฮ้าส์ของลูกบ้านทุกคน โดยชั้น 28 เป็น Sky Reading Lounge และ Sky Fitness, ชั้น 29 เป็น Sky Japanese Onsen และชั้น 31 เป็น 360 degree Sky Swimming Pool
 

 

ที่มา : แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

รายละเอียดเพิ่มเติม
แสนสิริฯ เตรียมเข็น 2 โครงการใหม่
29/09/2016

      แสนสิริ ระบุทำเลศักยภาพทองหล่อร้อนระอุ ดีมานด์สูงขึ้นต่อเนื่อง เหตุหาที่อยู่อาศัยยาก เพราะพื้นที่พัฒนาจำกัด ชี้ราคาที่ดิน 3 ปี ก้าวกระโดดสูงถึง 20-30% แตะที่ 1.3-1.6 ล้าน/ตร.วา ราคาคอนโดฯ เติบโตขึ้นถึง 21% เฉลี่ย 250,000-300,000 บาท/ตร.ม. เผยพัฒนาโครงการในย่านทองหล่อมาแล้ว 4 โครงการ รวมกว่า 1,300 ยูนิต มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท เตรียมเปิด 2 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท แย้มชื่อโครงการ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” จำนวน 127 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท

       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทำเลศักยภาพทองหล่อมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อจากถนนสุขุมวิท จึงทำให้ย่านนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยทองหล่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีฐานะดี ประกอบด้วยเศรษฐี ผู้ดีเก่า ข้าราชการระดับสูง และเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ จนกลายเป็นสังคมของคนพรีเมียมมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติอยู่อาศัย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ที่มาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมากจนทำให้ปัจจุบัน ย่านนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “ลิตเติลโตเกียว”

“ปัจจุบัน ที่ดินในย่านทองหล่อ เหลือที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มลดน้อยลงเต็มทีแล้ว เรียกได้ว่า ทำเลเด่นๆ เช่น ย่านกลางซอยที่เป็น Prime area แทบไม่มีเหลือเลย จึงทำให้ที่ดินย่านนี้มาราคาสูง โดยจากราคาประเมินที่ดินซอยทองหล่อ ของกรมธนารักษ์ในปี 2559-2562 กระโดดสูงขึ้นถึง 420,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งราคาซื้อขายจริง คาดว่าจะก้าวกระโดดไปไม่ต่ำกว่า 20-30% โดยเฉพาะทำเลติดถนน หรือใกล้ BTS ทองหล่อ ในทำเลนี้ราคาขายที่ดินอยู่ที่โดยประมาณ 1.3-1.6 ล้านบาทต่อตารางวา ขณะที่ราคาคอนโดฯ ในย่านนี้เติบโตสูงขึ้นถึง 21% มาอยู่ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 161,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) และหากเป็นโครงการใหม่ติดถนนขึ้นไป แตะที่ 250,000-300,000 บาทต่อ ตร.ม.”

ส่งผลให้ราคาขายต่อของคอนโดฯ ย่านนี้มีราคาเฉลี่ยสูงขึ้นจากเดิม 11% มาอยู่ที่ประมาณ 182,000 บาทต่อ ตร.ม. แม้แต่ในซอยข้างเคียงอย่างสุขุมวิท 38 ราคาขายต่อ ตร.ม.ยังสูงถึง 170,000 บาทต่อตร.ม. ส่วนค่าเช่าคอนโดฯ ปล่อยเช่าได้สูงถึง 700-1,000 บาทต่อ ตร.ม. โดยกลุ่มชาวต่างชาติญี่ปุ่น และสังคมคนรายได้สูงชอบซื้อคอนโดฯ ไว้ลงปล่อยเช่ามาก โดยห้องที่นิยม คือ ห้อง 1-2 ห้องนอน

      

       ทั้งนี้ แสนสิริ ได้พัฒนาโครงการบนทำเลทองหล่อ ไปแล้วทั้งสิ้นรวม 4 โครงการ จำนวนกว่า 1,300 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท ล่าสุด แสนสิริ เตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ในทำเลทองหล่อ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท หนึ่งในนั้น คือ โครงการคอนโดมิเนียมในระดับไฮเอนด์ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” จำนวน 127 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นอาคารที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อ ด้วยความสูง 46 ชั้น และจะเป็น Landmark แห่งใหม่บนย่านนี้.

รายละเอียดเพิ่มเติม
SC โชว์กำไรทุบสถิติใหม่
29/09/2016

          ทันหุ้น -SC ส่งซิกทั้งปี 59 กำไรทุบสถิติใหม่ ชี้ครึ่งปีแรกปั๊มกำไรแล้ว 1.3 พันล้านบาท ปักธงทั้งปี 59 รายได้เข้าเป้า 1.5 หมื่นล้านบาท บุ๊กงานในมือเต็มพอร์ต มั่นใจทั้งปียอดขายพุ่ง 1.5 หมื่นล้านบาท โชว์ยอดขาย 9 เดือนกว่า 8 พันล่านบาท ปูพรมยอดขายไตรมาส 4/59 อีก 6 พันล้านบาท เตรียมเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

          นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ปี 2559 คาดกำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกมีกำไรแล้วกว่า 1,359.55 ล้านบาท จากทั้งปี 2558 ที่ทำได้ 1,895.28 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น รายได้เข้าเป้า1.5หมื่นล.

          โดยปี 2559 มั่นใจรายได้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมีรายได้แล้วกว่า 8,475.46  ล้านบาท ซึ่งบริษัทยังมีมูลค่ายอดขายรอโอน(Backlog) กว่า 6 พันล้านบาท โดยจะรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือของปี 2559 อีกกว่า 20% ส่วนที่เหลือจะรับรู้เป็นรายได้ไปจนถึงปี 2561

          ขณะที่ยอดขาย 9 เดือน ทำได้แล้วกว่า 8,000 ล้านบาท โดยทั้งปีบริษัทมั่นใจว่ายอดยอดขายจะทำได้ตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายยอดขายในช่วงไตรมาส 4/2559 ไว้กว่า 6,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 4/2559 จะมีการเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ  โดยแบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 2โครงการ และอีก 2 โครงการเป็นโครงการแนวราบ มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการในสต็อคที่รอการขายซึ่งหากรวมโครงการที่จะเปิดใหม่แล้วจะมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท  ทำให้บริษัทมั่นใจว่ายอดขายจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

ส่วนการปฎิเสธสินเชื่อของบริษัทยังไม่เกิน 10 % ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงต้นปี ซึ่งบริษัทจะควบคุมให้ไม่เกินระดับนี้ โดยมีการ pre approve ให้แก่ลูกค้าก่อนเสมอ แต่ลูกค้าของบริษัทก็ถือว่าค่อนข้างเป็นลูกค้าระดับกลางถึงบน ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในการปฎิเสธสินเชื่อมากนัก

          ทุ่ม6-7พันล.ลุยซื้อที่ดิน ด้านงบประมาณสำหรับการซื้อที่ดินในปี 2559 บริษัทตั้งไว้ 6,000-7,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันได้ใช้วงเงินสำหรับการซื้อที่ดินไปแล้วกว่า 70-80 % ซึ่งปัจจุบันก็มีการเจรจาซื้อที่ดินอย่างต่อเนื่อง คาดว่าน่าจะซื้อที่ดินได้ตามเป้าหมาย เพื่อไว้สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็อยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจของปี 2560 โดยคาดว่าจะสามารถประกาศได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559

          สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหานั้น โดยที่ผ่านมาการเติบโตของตลาดอสังหาไม่ได้สูงมากนัก แต่โดยรวมก็ไม่ได้ลดลงจากปีก่อน ซึ่งทางบริษัทยังมองว่าจากนี้ไปน่าจะมีปัจจัยเชิงบวกมากกว่าที่จะมาช่วยหนุน ทั้งความเชื่อมั่นของประชาชน รวมไปถึงการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งล้วนทำให้ภาคอสังหาจะได้รับประโยชน์แทบทั้งสิ้น

          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำ “ถือ” หุ้น SC เป้าหมาย 3.80บาท จากผลการตอบรับด้านยอดขายในโครงการแนวราบนับเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากทำให้ SC ยังอยู่ในวิถีของการบรรลุเป้าหมายรายได้ปี 2559 ที่ 1.5 หมื่นล้านบ่าท อย่างไรก็ตามเป้าหมายยอดขายปี 2559 ของบริษัทที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ยังคงดูเสี่ยงเนื่องจากมีตัวเลขสะสมครึ่งแรกของปี 2559 ที่เพียง 5.2 พันล้านบาท ทั้งนี้การตอบรับที่ดีเยี่ยมที่โครงการคอนโดมิเนียมหรูของบริษัทอย่าง 28 ชิดลม (8.0 พันลบ.) ที่มีกำหนดการเปิดตัวในเดือน พ.ย. 2559 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่าบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้หรือไม่

รายละเอียดเพิ่มเติม
อนันดาฯ ลุยหนักปลายปี
28/09/2016

          เปิดรวด 6 โครงการ ตอกย้ำความแข็งแกร่ง “มิตซุย ฟูโดซัง” ร่วมทุนต่อ 3 โครงการใหญ่  มั่นใจยอดปีทะลุเป้า หลังคนแห่จอง 2 โครงการใหม่ล้นหลาม เดินหน้าจัดงานใหญ่แห่งปี ANANDA URBAN PULSE 20-23 ต.ค.นี้

          ปีนี้เผยแผนธุรกิจ 4 เดือนหลังเปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท  บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ พร้อมโชว์ความสำเร็จได้รับการตอบรับดีเหนือความคาดหมาย จาก 2 โครงการใหม่ล่าสุด ไอดีโอ โมบิ อโศก และ เวนิโอ สุขุมวิท 10

          นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก บริษัท มิตซุย  ฟูโดซัง  จำกัด อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นความร่วมมือในปี 2013 - จนปัจจุบัน โดยได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงการติดรถไฟฟ้าที่มีคุณภาพมาแล้ว 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท ซึ่ง มิตซุยฯ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของอนันดาฯ ซึ่งผลจากการร่วมทุนที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา ทำให้มีการวางแผนเดินหน้าสร้างความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำสัญญาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมทุนในอนาคตอีกหลายโครงการเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์และไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างลงตัวที่สุด

          นอกจากนี้เตรียมกระตุ้นตลาดและกำลังซื้อจัดงานนำเสนอคอนโดติดรถไฟฟ้าครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี“ANANDA URBAN PULSE” รวบรวมคอนโดติดรถไฟฟ้าคุณภาพเยี่ยมกว่า 14 โครงการทั่วกรุงเทพ

          พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุด !! และพลาดไม่ได้!! กับ 4 โครงการไฮไลท์  จากแบรนด์คุณภาพที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดีเสมอมา ที่พร้อมตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2559 นี้ ที่ชั้น 1 สยามพารากอน

          ในช่วง 4 เดือนหลังของ 2559 นี้ บริษัทฯ มีแผนการเปิดตัวที่สุดของคอนโดมิเนียมบนสุดยอดทำเลศักยภาพ พร้อมกัน 6 โครงการ มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ ไอดีโอ , ไอดีโอ โมบิ, เวนิโอ , ยูนิโอ   ประกอบด้วย 3 โครงการความร่วมมือภายใต้การร่วมทุนกับ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง  จำกัด  มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท ได้แก่

     1. โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก สูง 36 ชั้น จำนวน 507 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,240 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น  4.19 ล้านบาท

     2. โครงการ ไอดีโอ สุขุมวิท 93  สูง 38 ชั้น จำนวน 1,332  ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,072 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท

     3. โครงการ ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66 สูง 28 ชั้น จำนวน 298  ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,288 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 5.19 ล้านบาท

          ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 โครงการจากความร่วมมือนี้จะสามารถสร้างความสนใจครั้งใหญ่ให้คนเมืองได้อีกครั้ง และสำหรับอีก 3 โครงการคุณภาพที่เตรียมตัวเปิดในช่วง 4 เดือนหลังเช่นกัน ได้แก่  โครงการ ไอดีโอ พหลโยธิน-จตุจักร สูง 37 ชั้น จำนวน 400 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,513 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท

     4. โครงการ เวนิโอ สุขุมวิท 10 สูง 8 ชั้น จำนวน 162 ยูนิต มูลค่าโครงการ 875 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท  และโครงการ ยูนิโอ นิด้า-เสรีไทย สูง 8 ชั้น จำนวน 703 ยูนิต มูลค่าโครงการ 932 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 950,000 บาท

          บริษัทฯ ประสบความสำเร็จดีเกินความคาดหมายอีกครั้งจากผลตอบรับที่ดียิ่งของการเปิดขาย 2  โครงการใหม่ล่าสุดไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นโครงการสุดยอดทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ได้แก่ โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก (IDEO Mobi Asoke) โดยสามารถสร้างยอดขายแล้วกว่า 70% และ โครงการ เวนิโอ สุขุมวิท 10  (Venio Sukhumvit 10 ) คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด ภายใต้การพัฒนาโครงการโดย บริษัท เฮลิกซ์  จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอนันดาฯ โดยสามารถสร้างยอดขายรวมเกือบ 90% ซึ่งดำเนินงานด้านการขายโดยบริษัท ดิ เอเจ้นท์ จำกัด

          นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยการจัดงาน  “ANANDA  URBAN PULSE” ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2559 ณ. ชั้น 1  ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “SHIFT TO A NEW PARADIGM OF LIVING” เพื่อนำเสนอบริบทใหม่ของการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง โดยนำเสนอ นวัตกรรมแห่งการอยู่อาศัยที่มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาผสมผสานกับการใช้ชีวิตเมืองมากขึ้น หรือ  SMART LIVING ไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบาย ด้านความปลอดภัย หรือในด้านของการอยู่อาศัยในมิติอื่นๆเพื่อการใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของ Event ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยีการนำเสนอข้อมูลโครงการในรูปแบบใหม่ อาทิ Isolate map , 3D Simulator , Dynamic VR และอีกมากมาย พิเศษสุดเมื่อจองห้องชุดภายในงานจะได้รับ Samsung Gear Fit 2 (เฉพาะโครงการที่กำหนด) หรือแค่เข้าร่วมงานก็มีสิทธิ์ร่วมลุ้นรับ Siam Paragon Gift Card มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 20 รางวัลต่อวัน

รายละเอียดเพิ่มเติม
ส่องดีมานด์ ซัพพลาย ยอดขาย
28/09/2016

          พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยผลสำรวจ อสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครช่วงปี 2555-2558  มีมูลค่าเฉลี่ยรวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท พบว่ากว่า 50% อยู่ในพื้นที่ อโศก-พร้อมพงษ์ เหตุเป็นทำเลศักยภาพมีจุดเชื่อมต่อคมนาคมรถไฟฟ้า BTS และ MRT แถมยังเป็นแหล่งที่ผู้คนอยู่อาศัยหนาแน่น 80-90% เป็นศูนย์กลางธุรกิจ แหล่งทำงาน แหล่งชอปปิ้ง และสถานศึกษาสำคัญ คาดราคาที่ดินขยับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลราคาคอนโดมิเนียมปี 2560 มีแนวโน้มขยับถึง 2.6 แสนบาท/ตารางเมตร ด้านโครงการพร้อมโอนปีนี้เนื้อหอมสุด เหตุผู้ซื้อ-นักลงทุน รีบจับจองก่อนราคาขยับในปีหน้า

          นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด  ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า จากการสำรวจคอนโดมิเนียมที่เป็นอาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานคร  ที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2555-2558 พบว่าในปี 2558 มีจำนวน 51 โครงการ คิดเป็น 24,883 ยูนิต มูลค่ารวมของโครงการอยู่ที่ 214,931 ล้านบาท แต่หากคิดจากปี 2555-2558 มีมูลค่าโครงการเฉลี่ยที่ 142,535 ล้านบาท ในขณะที่ในเขตอโศก-พร้อมพงษ์ตั้งแต่ปี 2555 มีโครงการคอนโดมิเนียมอาคารสูงที่เปิดขายทั้งหมด 18 โครงการ มีจำนวนห้องชุดทั้งหมด 5,556 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 71,799 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของมูลค่าเฉลี่ยโครงการคอนโดมีเนียมเปิดใหม่ในแต่ละปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ

          ทั้งนี้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ได้เข้ามาชิงพื้นที่ในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในพื้นที่นี้ เนื่องจากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาโครงการคอนโดมีเนียมหรูใจกลางเมืองมียอดขายที่ดีมาก ซึ่งยังคงดีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าอัตราขายจะลดลงแต่ก็ยังถือว่าเป็นอัตราการขายที่ดีอยู่ อีกทั้งกำลังซื้อของลูกค้าระดับบนไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้ในปี 2559 อุปทานคอนโดมิเนียมในโซนอโศก – พร้อมพงษ์เพิ่มขึ้นจำนวน 1,044 ยูนิตคิดเป็น 19% จากปี 2558 ส่งผลให้มีอุปทานรวมจำนวน 5,417 ยูนิต ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากที่ดินที่สามารถจะพัฒนาโครงการใหม่เริ่มหายากมากขึ้น จำนวนยอดขายสะสมในไตรมาส 3/2559 มีทั้งหมด 4,200 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน และมียอดขายเฉลี่ย 77% ขณะที่อุปทานใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2559 ถึง ไตรมาส 2/2560 มีเพียง 558 ยูนิต ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับโซนอื่นๆ

          สำหรับในปี 2559 จะมีโครงการที่เริ่มโอนทั้งหมด 3 โครงการได้แก่ เดอะเทอร์ตี้ไนน์ และเอดจ์ สุขุมวิท 23 จากแสนสิริ  โครงการลุมพินี 24 จากแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์  รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,056 ยูนิต มูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,600 ล้านบาท ส่วนโครงการอื่นที่จะทยอยเสร็จในปี พ.ศ. 2560, 2561 และ 2562 จะมีจำนวน 278, 2,801 และ 1,421 ห้อง ตามลำดับ และมีมูลค่า 13,000, 29,758 และ 20,441 ล้านบาท ตามลำดับเช่นกัน ซึ่งหากมองจากโครงการทั้งหมดบนทำเลอโศก-พร้อมพงษ์ พบว่า เอดจ์ สุขุมวิท 23 และแอชตัน อโศก เป็นโครงการที่โดดเด่นได้เปรียบโครงการอื่น เนื่องจากตั้งอยู่บนจุดตัดของรถไฟฟ้า BTS และ MRT และเป็นโครงการแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่อยู่ใกล้กับอโศกอินเตอร์เชนจ์  โดยเอดจ์ สุขุมวิท 23 จะก่อสร้างเสร็จในปีนี้ (2559) ส่วนแอชตัน อโศก จะก่อสร้างเสร็จในปี 2561 อนึ่ง ทำเลดังกล่าวราคาปรับเพิ่มทุกปี โดยค่าเฉลี่ยของการปรับราคาของโครงการเปิดใหม่ต่อปีอยู่ที่ 9-10% ดังนั้นโครงการที่พร้อมโอนปีนี้จะมีราคาถูกกว่าโครงการใหม่ถึง 30% ทำให้เป็นที่สนใจของผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริงหรือลงทุน อีกทั้งราคารีเซลของโครงการพร้อมโอนถือว่ายังไม่ขยับสูงขึ้นไปมากทำให้สามารถลงทุนได้ อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าในปี 2560 ราคาขายคอนโดมิเนียมในโซนอโศก-พร้อมพงษ์ จะปรับขึ้นไปที่ 260,000 บาท/ตารางเมตร  

          “แม้พื้นที่โซนอโศก-พร้อมพงษ์ จะมีขนาดเพียง 2.5 ตารางกิโลเมตร แต่ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพในหลายด้าน ทั้งด้านการคมนาคมที่โดดเด่นด้วยการมีสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่สามารถดึงดูดผู้อยู่อาศัยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีอาคารสำนักงานรวมกว่า 900,000 ตารางเมตร เป็นศูนย์กลางแหล่งชอปปิ้งและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลการพักอาศัยของโครงการที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริหารในทำเลนี้ พบความหนาแน่นของการอยู่อาศัยกว่า 80-90%  ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่มีความหนาแน่นการอยู่อาศัยเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ และยังเป็นตลาดเช่าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ทำให้ความต้องการของคอนโดมีเนียมในบริเวณนี้มีมากทั้งจากผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยเอง และผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อการปล่อยเช่า ซึ่งอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 5%  อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ต้องจับตามองคือยังมีโครงการใหม่ๆที่กำลังขายและรอโอนในปีหน้าและปีต่อๆไปว่าจะได้รับการตอบรับอย่างไรเพราะผลตอบรับนี้จะเป็นตัวชี้วัดถึงการเติบโตของโครงการหรูในอนาคต แต่ที่ชัดเจนคือ โครงการพร้อมโอนปีนี้มียอดรีเซลที่คึกคักเพราะได้เปรียบในเรื่องส่วนต่างของราคาเมื่อเทียบกับโครงการเปิดใหม่” นายภูมิภักดิ์ กล่าว

รายละเอียดเพิ่มเติม
กู้ 5 หมื่นล้าน ลุยสายสีแดง
28/09/2016

               พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ก.ย.  เห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินการกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจกา) สำหรับก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 วงเงิน 1.66 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5.73 หมื่นล้านบาท และอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง และให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้กับ รฟท. เพื่อชาระหนี้และดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับแหล่งเงินกู้โดยตรงต่อไป
               ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้รับการอนุมัติจาก ครม. ให้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2550 ในกรอบวงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท และในช่วงที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติให้ปรับกรอบวงเงินโครงการเพิ่มเป็น 9.3 หมื่นล้านบาท มีการกู้ในประเทศ 1.2 หมื่นล้านบาท และเงินกู้ต่างประเทศ 8.1 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของเงินกู้ต่างประเทศได้มีการอนุมัติให้กู้เงินจากไจกา 3 ระยะและได้มีการกู้เงินไปแล้ว 3.48 หมื่นล้านบาท ครม.จึงมีมติให้กู้เงินเพิ่มเติมในจำนวนที่เหลือ 
               นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงินลงทุน 2.98 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี โดยโครงการนี้เป็นเส้นทางสำคัญทำหน้าที่เป็น Missing Link ของเส้นทางรถไฟช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และเส้นทางช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย เพื่อเชื่อมต่อระบบการขนส่งทางรางระหว่าง จ.ขอนแก่น สู่ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด"โครงการช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จะสามารถเปิดประมูลได้ทันที หากทีโออาร์ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ผ่านการอนุมัติเพราะใช้ทีโออาร์แบบเดียวกัน" นายออมสิน กล่าว 
               ขณะเดียวกัน ครม.ยังได้อนุมัติ ก่อหนี้ผูกพันโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายกรุงเทพฯนครราชสีมา ซึ่งเป็นการอนุมัติเพิ่มเติมอีก 17 ตอน วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันยังอนุมัติผูกพันงบประมาณโครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่กาญจนบุรี รวม 9 ตอน วงเงิน 1.29 หมื่นล้านบาท

ภาพประกอบจากเอกสารประชาสัมพันธ์โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ - รังสิต)

 

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 
 

รายละเอียดเพิ่มเติม
พฤกษา จับมือ TMB
27/09/2016

          พฤกษา จับมือ TMB มอบดอกเบี้ย 3.65% นาน 3 ปี ทุกค่าใช้จ่ายเป็น 0 สำหรับลูกค้าเดอะคอนเนค และบ้านพฤกษา

               นายธีรเดช เกิดสำอางค์ (คนกลาง) กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นางสาวชมภูนุช ปฐมพร  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี (TMB) (คนขวา) ร่วมมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าพฤกษา เรียลเอสเตท ที่ซื้อทาวน์โฮมแบรนด์ เดอะ คอนเนค และบ้านพฤกษา ที่เข้าร่วมกว่า 50  โครงการ จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษ 3.65% ตลอด 3 ปีแรก และทุกค่าใช้จ่ายเป็น 0 บาท ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน และ ฟรีค่าส่วนกลาง นอกจากนี้ลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านจาก TMB ยังได้รับฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง ฟรีประกันอัคคีภัยตลอดอายุสินเชื่อ ฟรีค่าประเมินราคาหลักทรัพย์   ข้อเสนอดีๆ เฉพาะลูกค้าที่ซื้อตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม 2559  สอบถามข้อมูลเพิ่มโทร 1739 หรือคลิก pruksa.com

รายละเอียดเพิ่มเติม
คอนโดสายสีม่วง
20/09/2016

          คอนโดสายสีม่วง รอวันฟื้น ตลาดแข่งเดือด โอกาสทองคนซื้อ

               เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-คลองบางไผ่ หลังจากใช้เวลาในการก่อสร้างมายาวนาน และเป็นหนึ่งในเส้นทางที่วิ่งออกไปสู่ชานเมืองกรุงเทพฯ

สุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ณ เดือน ก.ค. 2559 มีหน่วยเหลือขายลดลง หลังจากที่ผู้ประกอบการต่างๆ

จากจำนวนยูนิตที่ขายได้ จะพบว่าคอนโดในพื้นที่ จ.นนทบุรี ได้รับความสนใจและขายได้เยอะกว่าจากจำนวนโครงการที่เปิดตัวมากกว่า แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยของคอนโดใน จ.นนทบุรี จะอยู่ที่ประมาณ 7.4 หมื่นบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.)

การที่เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการแล้วในช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีผลให้ความสนใจของคอนโดตามแนวเส้นทางมีมากขึ้น แต่ด้วยเพราะภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ยังชะลอตัว คนยังไม่มั่นใจในเศรษฐกิจระยะยาว และจำนวนคอนโดที่เปิดขายก่อนหน้านี้ที่ยังเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวนมาก

               พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่งผลให้มีการซื้อที่ดินใหม่ย่านนี้น้อยลง ราคาที่ดินบริเวณเกาะแนวรถไฟฟ้าจึงทรงตัว

ขณะที่จากการลงพื้นที่สำรวจเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง พบว่า ด้วยปัญหาการที่ยังไม่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานี “เตาปูน” ของสายสีม่วงกับสถานี “บางซื่อ” ของสายสีน้ำเงิน กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วงเข้าสู่เมืองไม่สะดวก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือคิวเฮ้าส์ กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน ไม่ใช่รถไฟฟ้าที่วิ่งเข้าเมืองโดยตรง ต้องเชื่อมต่อกับสายสีน้ำเงิน

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทั้งสองสายได้รับการแก้ไข การเดินทางก็จะสะดวกขึ้น และเป็นหนึ่งในทำเลทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปัจจุบันที่ยังมีซัพพลายเหลือขายจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันย่านนี้สูงขึ้น

 

ที่มา : สุกัญญา สินถิรศักดิ์

รายละเอียดเพิ่มเติม
พัฒนาสาธารณูปโภค
19/09/2016

          สนข.รื้อแผนแก้รถติด6เมืองหลัก ดึงกทม.ต้นแบบลงทุนถนน-ทางคู่-แมสทรานซิต

               สนข.รื้อแผนแก้รถติด 6 เมืองใหญ่ ขอนแก่น โคราช หาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก หลังการลงทุนพุ่ง เมืองโตไม่หยุด ผังเมืองคุมไม่อยู่ ใช้ กทม.เป็นโมเดลต้นแบบ ร่างพิมพ์เขียวพัฒนาโครงการยาว 10-20 ปี

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาจราจรใน 6 เมืองใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก และสงขลา (หาดใหญ่)

เนื่องจากผลการศึกษาเดิมทำไว้เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ปัจจุบันการพัฒนาหัวเมืองใหญ่จะเดินตามรอยกรุงเทพฯ ทั้งการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ขณะที่ผังเมืองยังควบคุมไม่ได้เต็มที่ ทำให้เมืองมีการเติบโตและขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง จึงประสบปัญหารถติด ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ

"การแก้รถติดเมืองใหญ่ สนข.ศึกษามา 7-8 ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการผลักดันให้เป็นจริง เพราะว่าขณะนั้นยังไม่คุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากเมืองยังไม่หนาแน่น มีคนใช้บริการน้อย จึงต้องเก็บผลการศึกษาไว้ ตอนนี้การจราจรหนาแน่น สภาพเมืองเปลี่ยนไป ที่ศึกษาไปก็ใช้ไม่ได้ เพราะเมืองโต เปลี่ยนหมดทุกอย่าง ต้องศึกษาทบทวนกันใหม่ อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าปีหน้าจะสรุปได้แต่ละเมืองจะ แก้ปัญหารูปแบบไหนถึงจะเหมาะสม"

สำหรับแผนการแก้ปัญหา ผอ.สนข.กล่าวว่า ในระยะสั้นจะเป็นการปรับด้านกายภาพ เช่น ปรับสัญญาณไฟจราจร ตีเส้นการจราจรใหม่ ระยะกลางจัดระเบียบระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่เดิมให้คนมาใช้บริการมากขึ้น

ขณะที่ระยะยาวต้องมีการลงทุนระบบขนส่งมวลชนสาธารณะรูปแบบใหม่มารองรับการเดินทางตามความเหมาะสมของแต่ละเมือง เช่น รถบีอาร์ที รถรางไฟฟ้า (แทรม) รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) รถไฟฟ้ารางเบา (ไลต์เรล) เป็นต้น

"สนข.กำลังศึกษายังไม่สะเด็ดน้ำ โดยจะต้องออกแบบศึกษาวางแผนแม่บท ไปเก็บข้อมูลศึกษาว่าเมืองใหญ่ขนาดนี้จำเป็นต้องมีระบบขนส่งสาธารณะหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นรูปแบบใดถึงเหมาะสมที่สุด มีกี่เส้นทาง ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ และรูปแบบการลงทุนเป็นแบบไหน"

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ยกตัวอย่าง จ.เชียงใหม่ผลการศึกษาเมื่อปี 2552 จะแก้ปัญหาโดยรถบีอาร์ที แต่โครงการไม่คุ้มค่า จึงยังไม่ได้รับการผลักดัน ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ทั้งการลงทุน นักท่องเที่ยว คนอพยพไปตั้งถิ่นฐานมาก ระบบผังเมืองก็เปลี่ยนใหม่หมด ทำให้ต้องศึกษาโครงการใหม่ โดยนำผลการศึกษาเก่ามาเป็นฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าในการลงทุน

เช่นเดียวกับเมืองโคราช ที่เทศบาลเมืองเคยเสนอโครงการบีอาร์ทีไฟฟ้า แต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากไม่มีเงินลงทุน จึงของบประมาณจากรัฐบาลสนับสนุนโครงการ

ส่วน จ.ขอนแก่นที่เอกชนท้องถิ่นจะเสนอตั้งกองทุนเพื่อมาลงทุนโครงการ บีอาร์ที ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งก็ต้องรอผลการศึกษาของ สนข.ให้เสร็จก่อน ด้าน จ.พิษณุโลกเพิ่งได้รับงบประมาณปีนี้ ศึกษาออกแบบโครงการจากเดิมเคยเสนอโครงการบีอาร์ที

แต่ของภูเก็ตชัดเจนเป็นรถแทรม รอสรุปรูปแบบการลงทุนจะเป็นรัฐบาลกลางโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ลงทุน ท้องถิ่น เอกชน หรือรัฐร่วมกับเอกชน ในหลักการจะดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม PPP โครงการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ส่วน จ.สงขลาทางจังหวัดมีข้อเสนอเป็นรถแทรม

"สิ่งที่ สนข.ทำจะเหมือนกรุงเทพฯ ให้มีแผนแม่บท เป็นโรดแมปของแต่ละจังหวัดพัฒนาไปอีก 10-20 ปี ข้างหน้าให้ลงทุนพัฒนาโครงการตามที่แผนแม่บทกำหนด ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเดินตามแผนนี้ ไม่งั้นจะเหมือนที่ผ่านมาก็คิดและศึกษากันไปเรื่อย ๆ จึงไม่ได้รับการผลักดัน อย่างจริงจัง"

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติม
เลือกห้อง ทิศไหนตรงใจที่สุด
11/10/2016

เลือกห้องเพื่ออยู่อาศัย ทิศไหนตรงใจที่สุด

          การเลือกซื้อคอนโดสักห้อง นอกจากจะต้องดูสภาพแวดล้อม และทำเลของโครงการแล้ว การเลือกตำแหน่งห้องก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เราควรพิจารณาเลือกทิศที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของเรามากที่สุด โดยมีปัจจัยดังนี้ 

                ทิศเหนือ 
    เป็นทิศที่เย็นสบายในช่วงหน้าร้อนและหน้าหนาว เพราะแดดส่องเข้ามาไม่ถึง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน จะได้รับไอแดดที่ส่องเยื้องมาทางทิศตะวันออกในช่วงเช้า และแดดเยื้องมาด้านทิศตะวันตกในช่วงบ่าย แต่ข้อดีคือ หน้าฝนในช่วงที่ฝนตกอากาศชื้น สลับกับวันที่ได้รับแสงแดด ช่วยให้ห้องไม่อับ และมีการถ่ายเทอากาศที่ดี 

                ทิศใต้ 
    เป็นทิศที่ไม่โดนแดดตลอดทั้งปี จึงไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนจากแสงแดด และรับลมธรรมชาติได้ดี ซึ่งได้รับความนิยม แต่ข้อเสียคือ ในเมื่อแสงแดดไม่ตกถึงห้อง จะทำให้ห้องอับชื้น เกิดเชื้อราได้ง่าย และการระบายอากาศได้ไม่ค่อยดี 

                ทิศตะวันออก 
    รับแสงแดดในช่วงเช้า ซึ่งไม่แรงเท่ากับแดดในช่วงบ่าย นอกจากห้องได้รับแสงสว่างจากแดดแล้ว ยังได้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมมรสุมฤดูหนาว) ทำให้หน้าร้อนจะไม่ค่อยได้ รับลมเท่าไหร่ แต่จะได้รับลมหนาวในช่วงหน้าหนาว ทำให้ได้รับอากาศเย็นสบาย

                 ทิศตะวันตก 
    จะได้รับแสงแดดในตอนบ่าย จะได้รับความร้อนมากกว่าทิศตะวันออก แต่ข้อดีของทิศตะวันตกคือ แสงแดดทำให้ห้องไม่อับชื้น โปร่ง มีการระบายอากาศทีดี และยังได้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้(ลมมรสุมฤดูร้อน) ทำให้หน้าร้อนไม่ร้อนมาก เพราะมีลมพัดตลอด พอหน้าหนาวก็ไม่หนาวมากเพราะไม่ได้โดนลมหนาวโดยตรง 

    จะเห็นได้ว่าทุกทิศมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันไป แต่การเลือกห้อง ไม่ว่าจะเพื่ออยู่เองหรือปล่อยเช่า ทิศห้องอาจจะไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อ สิ่งสำคัญ คือเลือกให้เหมาะกับกำลังทรัพย์ และสะดวกสบายกับไลฟสไตล์ของเราที่สุด ส่วนเรื่องทิศนั้น ปัญหาแก้ได้ง่ายด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้อง พร้อมทั้งหมั่นทำความสะอาดและระบายอากาศเป็นประจำ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้อยู่อาศัย

รายละเอียดเพิ่มเติม
เรากินเจเพื่ออะไร?
04/10/2016
รายละเอียดเพิ่มเติม
ปรับปรุงห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุ
23/09/2016

          คนส่วนใหญ่ตัดสินใจสร้างบ้านของตัวเองในช่วงวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน ซึ่งร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าสู่สภาวะสูงวัย ร่างกายจะเสื่อมสภาพลง การใช้งานส่วนต่างๆ ภายในบ้านหลังเดิมเริ่มเป็นไปได้ไม่ถนัดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “ห้องน้ำ”ห้องน้ำในบ้านทั่วไปมักมีพื้นที่ขนาดเล็ก มีพื้นต่างระดับแยกพื้นที่ส่วนแห้งและส่วนเปียก ประตูเปิดเข้าด้านในทำให้ต้องเบี่ยงตัวเพื่อปิด มือจับเป็นลูกบิดจึงต้องหมุนข้อมือเวลาใช้งานที่นั่งโถสุขภัณฑ์อยู่ในระดับที่ทำให้ต้องออกแรงดันตัวมากเวลาลุก ฝักบัวติดสูงเหมาะกับการยืนอาบ มีโคมไฟส่องสว่างเฉพาะส่วนอาบน้ำกับอ่างล้างหน้าเท่านั้น รายละเอียดเหล่านี้ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้สูงวัยใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ควรเลือกก๊อกน้ำเเบบก้านปัด โถสุขภัณฑ์กดชำระแบบคันโยก ที่นั่งของตัวโถสุขภัณฑ์สูง 45 cm. และมีราวจับที่ช่วยทรงตัวขณะลุกนั่ง พร้อมสายชำระติดตั้งด้านข้าง ควรมีราวทรงตัวแบบพับได้ เลือกก้านฝักบัวที่สามารถปรับระดับความสูงได้  ที่นั่งอาบน้ำมีความสูง 45 cm. เลือกใช้สีที่ตัดกัน ให้เห็นความแตกต่างของพื้น ผนัง และวัตถุอย่างชัดเจน ปรับพื้นให้เป็นระดับเดียวกัน มีราวจับติดผนังเพื่อช่วยในการทรงตัว
เลือกใช้กระเบื้องที่มีความฝืด ผิวกระเบื้องตั้งแต่ R10 ขึ้นไป ช่องประตูควรกว้างอย่างน้อย 90 cm. ประตูบานเลื่อนเลือกเป็นแบบรางแขวนติดช่องหน้าต่างให้มองจากภายนอกได้

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

รายละเอียดเพิ่มเติม
10 ต้นไม้ควรปลูกให้ห่างจากตัวบ้าน
23/09/2016
รายละเอียดเพิ่มเติม
ตรวจวัสดุหมดอายุ
20/09/2016

          เพราะสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ล้วนมีอายุขัย หากรอซ่อมแซมพร้อมกันอาจสายเกินแก้ “บ้านและสวน” วันนี้ทาง Townsonline ของเรามีคำแนะนำ มาฝาก อยากชวนคุณผู้อ่านลองสำรวจดูวัสดุอุปกรณ์ในบ้านว่ายังอยู่ดีหรือไม่ อะไรต้องซ่อมจะได้ซ่อม อะไรต้องเปลี่ยนจะได้เปลี่ยน

  • กาวยาแนว อายุใช้งาน 8-10 ปี การเสื่อมสภาพมี 2 ลักษณะ คือ เสื่อมก่อนนำมาใช้ เพราะกาวยาแนวจะอยู่ได้แค่ประมาณ 1 ปี หากไม่นำมาผสมใช้ อีกลักษณะคือการเสื่อมสภาพตามอายุของกาวยาแนว เมื่อถึงเวลาหมดอายุ กาวยาแนวจะเริ่มหลุดร่อน
  • ระบบประปา อายุใช้งาน 50 ปี ระบบประปาและท่อน้ำในบ้านมักซ่อนอยู่ใต้อาคารหรือเดินไว้ในผนัง หากรั่วซึมก็ยากที่จะเห็น ต้องสังเกตบิลค่าน้ำที่มากกว่าปกติ และลองปิดก๊อกทั้งหมดในบ้าน เพื่อตรวจดูมิเตอร์ว่ายังวิ่งหรือไม่
  • ฉนวนกันความร้อนชนิดใยแก้ว อายุใช้งานเฉลี่ย 10 ปี ฉนวนใยแก้วเป็นหนึ่งในตัวเลือกลำดับแรกๆ ที่ใช้เป็นฉนวนกันความร้อน ด้วยราคาและความสะดวก เพราะหาง่ายในท้องตลาด หลายบ้านเมื่อติดตั้งแล้วก็ใช้กันจนลืมไปเลย
  • คอนกรีตเสื่อมสภาพ อายุใช้งานเฉลี่ย 30-50 ปี หลายคนมองว่าโครงสร้างคอนกรีตคงทนถาวร ความจริงก็หมดอายุได้ สังเกตจากรอยหลุดร่อนของเนื้อคอนกรีตและรอยปริแตกของโครงสร้างเสาคาน หากเกิดเป็นสนิมที่เหล็กภายในคอนกรีตโครงสร้างคงต้องทุบทิ้งทำใหม่
  • สีทาบ้านอายุใช้งานเฉลี่ย 5-10 ปี สีทาบ้านจะเริ่มเสื่อมสภาพจากชั้นป้องกันแสงยูวีก่อน หากไม่สังเกตความชื้นที่ไร้การป้องกันของผนังจะไม่รู้ว่าสีเริ่มเสื่อมสภาพ รู้ตัวอีกทีสีก็ร่อนเป็นผงแล้ว ทางที่ดีควรทาสีใหม่ทุก

 

 

ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน

รายละเอียดเพิ่มเติม
อยู่กับ "พรม" ให้ปลอดภูมิแพ้
20/09/2016

          มีหลายคนที่เลือกที่อยู่อาศัยด้วยการเช่าคอนโดมิเนียม ด้วยเหตุยังไม่อยากมีภาระค่าใช้จ่ายมาก แต่อยากได้ที่อยู่อาศัยสะดวกสบายภายในเมือง ทีนี้เมื่อตกลงเช่าได้สถานที่เหมาะเหม็งกับการเดินทางและใช้ชีวิตแล้ว ต้องมาพบว่าห้องที่ได้ทำข้อตกลงไว้แล้วปูพรมทั้งห้อง

พรมนั้นนับเป็นวัสดุตกแต่งบ้านที่ช่วยตกแต่งห้องต่างๆ ภายในบ้านให้ดูสวยงาม ภูมิฐานขึ้น แต่สำหรับบ้านเมืองเราที่เป็นเมืองร้อน พรมก็จะเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค ดังนั้น การดูแลรักษาและการทำความสะอาดถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ไม่ว่าพรมจะสกปรกมากหรือน้อย ก็ควรนำพรมมาซักทำความสะอาดทุกๆ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่งการซักพรมมีอยู่ 2 วิธีคือ การซักเปียกและซักแห้ง ทั้งสองวิธีจะมีความยุ่งยากต่างกัน

เวลาซักก็เพียงนำน้ำยามาผสมน้ำ (อ่านตามฉลากที่แนะนำ) แล้วใช้แปรงขนอ่อนๆ ขัดลูบขนไปในทางเดียวกันทั่วผืน แล้วล้างน้ำให้สะอาดผึ่งให้แห้งจึงนำกลับไปใช้งานได้ แต่ขอเน้นว่าต้องแห้งสนิทจริงๆ

ส่วนการซักแห้งนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำผงซักแห้งโรยลงบนพรมให้ทั่ว แล้วใช้แปรงขัดรอยคราบที่สกปรกทิ้งไว้สักครู่ จึงใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดพรมผืนหรือพรมชิ้นอยู่ข้อหนึ่ง คือให้คว่ำพรมลงแล้วใช้งานพรมอีกด้านต่อไปตามเดิม แรงจากการเหยียบใช้งานจะช่วยดันสิ่งสกปรก ฝุ่นละอองให้ร่วงลงมาเอง เมื่อใช้งานไประยะหนึ่งแล้วก็กลับด้านมาใช้งานได้ตามเดิม

 

ที่มา : Ratthaporn Kumhom

รายละเอียดเพิ่มเติม
7 ปฏิบัติการ คืนชีพให้บ้านน่าอยู่
20/09/2016

          “ชีวิตชีวา” ฟังดูเป็นคำง่ายๆ แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บ่อยครั้งที่เราปล่อยปละละเลยบ้าน ปล่อยให้ความรก ความเคยชิน และความทรุดโทรมค่อยๆ บั่นทอนความสดใสของบ้านแสนรักของเราให้หายไปอย่างน่าเสียดาย

1.จัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เข้าที่ ในบ้านทุกหลังมีบรรยากาศไหลเวียนอยู่ แต่บ้านที่มีข้าวของรกรุงรัง ขาดความเป็นระเบียบ จะทำให้บรรยากาศและพลังงานในบ้านอัดอั้น อับทึบและอึดอัด ขาดบรรยากาศที่ดี มีแม่บ้านท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า

2.เปิดรับธรรมชาติสายลมและแสงแดด อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบ้านในเมืองที่จะได้รับอากาศบริสุทธิ์ และเจ้าของบ้านมักปิดตัวเองอยู่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ในยามเช้าหรือยามเย็นที่การจราจรของเมืองไม่วุ่นวายจนเกินไป

3.หมั่นตรวจตรา อย่ารอจนกระทั่งสายเกินไป ทุกสัญญาณเตือนของบ้านนั้น ไม่ว่าจะเป็นรอยร้าวหรือการผุพังใดๆ หากจัดการเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งบ้านที่ได้รับการดูแลอยู่เสมอจะมีบรรยากาศที่น่าอยู่

4.กล้าที่จะทิ้ง รู้ที่จะลงทุนอย่าเสียดายจนต้องเก็บของทุกอย่างไว้ แม้ว่าจะเก่าจนไม่สามารถใช้งานได้ดีแล้ว หลายบ้านเป็นเช่นนี้ อะไรที่เกินเยียวยาก็เรียกคนรับซื้อของเก่ามารับไปก็ได้ แล้วเรียนรู้ที่จะกล้าลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจ

5.ใช้พลังสีเขียวสร้างสุข ต้นไม้ต้นเล็กสามารถสร้างความสุขสงบแผ่กระจายออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสวนเล็ก สวนใหญ่ ไม้กระถาง หรือแจกันบนโต๊ะกินข้าว ล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์สีเขียวที่ราคาไม่แพงแต่ให้ผลที่ดีเกินคาดเสมอ

6.ทำเถอะ…อย่ารอเลย เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายท่านน่าจะมีไอเดียจัดการกับบ้านกันบ้างแล้วล่ะ อย่างนั้นก็ทำเถอะ...แต่วางแผนให้ดีก่อน แล้วก็อย่าเลื่อน เกินครึ่งของบ้านที่รกจนเกินจะเยียวยาเกิดจากการผัดวันประกันพรุ่ง

7.ให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่ในบ้านอย่างเท่าเทียม บ้านจะเป็นบ้านทั้งหลังได้ก็ด้วยองค์ประกอบที่สอดคล้องกันของทุกพื้นที่ เราจึงควรคำนึงถึงทุกห้องไปพร้อมกัน ไม่ใช่ว่าดูแลเอาใจใส่อยู่แค่ไม่กี่พื้นที่ ไม่เช่นนั้นคุณจะมีมุมโปรดและมุมรกๆ

 

 

ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน

รายละเอียดเพิ่มเติม
ฮวงจุ้ย" ศาสตร์แห่งการอยู่อาศัย
12/09/2016

          ฮวงจุ้ย เป็นศิลปะในการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ เพื่อประโยชน์ ความสงบ และความเจริญสูงสุด จากการปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับบุคลิกและกาลอันเหมาะสม คุณผู้อ่านหลายท่านอาจคิดว่า ฮวงจุ้ยเป็นเรื่องงมงาย แต่ที่จริงแล้วบางครั้งฮวงจุ้ยก็สามารถหาเหตุผลทางสถาปัตยกรรมมารับรองได้

ทั้งนี้เพราะทั้งสองสิ่งต่างก็มีที่มาจากหลักวิชาและเนื้อหาจากธรรมชาติรอบตัว ดังหลักการที่ทีมงานบ้านและสวนยกนำมาเสนอเป็นตัวอย่าง

ฮวงจุ้ย กับการเลือกทำเลที่ตั้ง

  1. ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าบ้านที่อยู่ในซอยตันเป็นหลังสุดท้ายทั้งด้านซ้ายและขวาไม่ดี อธิบายได้ตามหลักสถาปัตยกรรมว่า บ้านหลังสุดท้ายของซอยนั้นเป็นจุดรวมฝุ่นละออง ใบไม้ และขยะทั่วไปที่ลมพัดพามา เป็นที่อยู่ของสุนัขหรือแมวจรจัด หากเกิดไฟไหม้ต้นซอยก็ไม่สามารถขนย้ายข้าวของออกทางท้ายซอยได้
  2. บ้านหรือตึกที่ตั้งอยู่ริมถนนที่โค้งเข้าหา จะสู้ถนนที่โค้งออกจากตัวบ้านหรือตึกนั้นๆไม่ได้ ทั้งนี้เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ รถจะแหกโค้งพุ่งเข้าหาอาคารได้
  3. บ้านที่ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งตำรางฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดี เพราะพลังชั่วร้ายจะเข้าบ้าน จริงๆแล้วหากอธิบายด้วยเหตุผลคงเป็นเพราะปัจจุบัน ยวดยานจะวิ่งเข้าชนบ้าน หรือแสงไฟจากรถส่องเข้าบ้าน สร้างความรำคาญอยู่ไม่เป็นสุข
  4. บ้านหรืออาคารที่อยู่มุมสี่แยก หากอยู่ที่มุมแรกและเป็นมุมที่รถวิ่งผ่านขึ้นไป จะดีกว่ามุมที่สองเมื่อรถได้ผ่านมุมแรกมาแล้ว อย่างไรก็ตามถ้ามีอาคารอยู่ก่อนมุมแรก อาคารนี้จะมีทำเลดีกว่า ประเด็นนี้อธิบายได้ด้วยหลักของความใกล้ ความสะดวกต่อการเข้าถึงและยังขับรถเข้าอาคารได้ปลอดภัยกว่า เพราะก่อนถึงสี่แยกรถจะชะลอตัว แต่เมื่อพ้นสี่แยกมาแล้วรถจะเริ่มออกตัว การชะลอตัวเพื่อเข้าตึกในมุมที่สองนี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งเหตุผลในตำราฮวงจุ้ยกล่าวว่าพลังชี่ (พลังที่สร้างความสมบูรณ์ให้กับสรรพสิ่ง ในวิชาฟิสิกส์ และเคมีน่าจะหมายถึงพลังลม พลังน้ำ และก๊าซออกซิเจนนั่นเอง)จะผ่านเข้าตึกได้ง่ายกว่า
  5. บ้านหรืออาคารที่อยู่เชิงสะพานอีกด้านหนึ่งที่รถวิ่งลง ตำราฮวงจุ้ยก็ถือว่าไม่ดีเช่นกัน อธิบายด้วยเหตุผลว่าหากจะมีอุบัติเหตุจะมีที่เชิงสะพานขาลงได้ง่ายกว่า และรถอาจเสียหลักวิ่งเข้าชนอาคารนั้น

หากบ้านของคุณผู้อ่านไม่สอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยก็อย่าเพิ่งกังวลใจค่ะ เพราะยังมีสิ่งที่เรียกว่า “วัสดุเสริมมงคล” เป็นแนวทางแก้ไขเพื่อให้เกิดความสบายใจได้ ดังนี้

 

 

  • กระจกเงา เพื่อสะท้อนพลังร้ายออกไปหักเหพลังดีเข้าบ้าน
  • ผลึกทรงกลม ใช้หักเห แก้จุดอับ กระจายแสงและพลังซี่
  • กระดิ่ง ระฆังแก้ว ใช้ป้องกันภัย เน้นนำเงินทองเข้ามา
  • ตู้ปลา อ่างเลี้ยงปลา ลดความแห้งแล้ง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์
  • กังหันลม น้ำพุ กระตุ้นการไหลเวียนของพลังชี่ให้มากขึ้น
  • ก้อนหิน รูปปั้น ใช้ถ่วงดุล สร้างความมั่นคงถาวรในเรื่องงานหรือคู่
  • ขลุ่ยไม้ไผ่ ให้ความปลอดภัย ความสงบสุข ขับไล่สิ่งชั่วร้าย

อย่างไรก็ตามการใช้หลักฮวงจุ้ยมาใช้ในการสร้างบ้านนั้นควรพิจารณาถึงเหตุผลและความเหมาะสมด้วย แต่หลักที่สำคัญคือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” 

ที่มา : http://www.baanlaesuan.com/31749/house/fengshui/

รายละเอียดเพิ่มเติม
9 ต้นไม้ปลูกในร่ม
12/09/2016

          พื้นที่สีเขียวสร้างได้ ไม่จำกัดแต่บริเวณนอกบ้าน เรายังสามารถสร้างให้ดูสดชื่นได้ ไม่ว่าจะประดับโต๊ะทำงาน หรือ ในมุมห้องต่างๆ แต่จะเลือกต้นแบบไหนที่เลี้ยงง่าย ตั้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รดน้ำหรือใส่ปุ๋ยนาน ๆ ก็ไม่ตายบ้าง วันนี้ทาง Townsonline ของเรามีคำแนะนำ มาฝาก

1. แคคตัส 
        สำหรับมือใหม่ที่อยากได้มุมสดชื่นบนโต๊ะทำงาน ขอแนะนำให้หันไปที่โซนกระบองเพชรเลย เพราะมือใหม่หัดเลี้ยงต้นไม้อย่างเรา ยังไม่ชำนาญเรื่องการดูแลพืชพรรณมากพอ บวกกับว่ากระบองเพชรเป็นพืชที่แข็งแกร่ง เลี้ยงง่ายและโตไว ไม่ต้องให้น้ำทุกวันก็อยู่ได้ จึงเหมาะที่มากที่สุด แถมยังมีสายพันธุ์มากถึง 1,500 สายพันธุ์ วิธีการดูแล รดน้ำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และนำออกมาตั้งให้โดนแดดบ้างก็พอ

2. ต้นไม้อากาศ
        แค่ชื่อก็ฟังดูมหัศจรรย์แล้ว แต่รูปร่างและการตำรงชีวิตของมันนั้นกลับมหัศจรรย์ยิ่งกว่า เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องลงดิน ใบของมันมีลักษณะอวบกลมและเรียวยาวเลยทำให้ดูคล้ายแมงมุม และยังทำหน้าที่ในการยึดเกาะตามพื้นดินแห้ง ๆ กับรับสารอาหารแทนรากด้วย อีกทั้งยังมีสายพันธุ์มากกว่า 650 สายพันธุ์ให้เลือกนำมาเลี้ยง วิธีการดูแลก็ไม่ยุ่งยากเลย ให้พ่นน้ำเพียง 1-2 ครั้งต่อวัน แต่ละสัปดาห์ให้นำพืชไปแช่ในน้ำประมาณ 40 นาที แล้วนำมาวางไว้บนผ้าหนา ๆ ผึ่งให้แห้ง แล้วนำออกไปตั้งรับแสงแดดบ้างบางวัน

3. ต้นไม้สวรรค์ หรือต้นใบเงิน
        หรือต้นคลาสซูล่า ต้นไม้ที่มีใบอวบ กลม ออกใบซ้อนกัน และมีขนาดเล็ก ส่วนลำต้นตั้งตรงและเป็นทรงพุ่ม ออกดอกสีขาวและสีชมพู เป็นไม้ที่ชอบดินแห้ง ทนร้อนและแล้งได้ในระดับปานกลาง มีสายพันธุ์มากกว่า 300 สายพันธุ์ วิธีการดูแล รดน้ำในตอนเช้าวันละ 1 ครั้ง ถ้าสังเกตเห็นดินแห้งผิดปกติค่อยรดน้ำก็ได้ นำออกไปตากแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า อย่าให้โดนแดดแรงทั้งวัน มิเช่นนั้นอาจจะเฉาตายได้

4.เศรษฐีเรือนใน
        เป็นไม้ประดับที่มีคุณสมบัติติดหนึ่งในบรรดาต้นไม้ดูดซับสารพิษ เหมาะกับการนำมาปลูกประดับไว้ที่บ้านหรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เราคงจะคุ้นเคยกับชื่อไทย ๆ ของไม้ชนิดนี้เป็นอย่างดี โดยมีชื่อสากลคือ Spider Plant หรือ Air Plane Plant เนื่องจากมีลักษณะใบเรียวยาว แบน พลิ้วไหว และเป็นทรงพุ่ม คล้ายขาแมงมุมหรือปีกเครื่องบินนั่นเอง ส่วนเหตุผลที่มีชื่อไทยว่า เศรษฐีเรือนใน เพราะตรงกลางใบมีเส้นสีขาวยาวตลอดทั้งใบ แต่ถ้าเส้นสีขาวอยู่ขอบด้านนอกทั้ง 2 ข้างจะเรียกว่า เศรษฐีเรือนนอก วิธีการดูแลคือปลูกในกระถางที่มีดินร่วนซุย รดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นำออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ บ้างเช่นกัน

 

5. ว่านหางจระเข้
        จัดเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นข้อปล้อง ลักษณะใบอวบหนา และมีหนาม แถมภายในยังมีวุ้นใส ๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้สารพัด นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์มากกว่า 300 สายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็มีลักษณะสวยงามแตกต่างกันออกไป ทั้งยังจัดเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาปลูกประดับไว้ในบ้าน แต่ถ้าหากจะนำมาประดับโต๊ะทำงาน แนะนำให้เลือกสายพันธุ์ขนาดเล็กมาเลี้ยง  วิธีการดูแลรดน้ำปานกลาง หรือสังเกตดูความชุ่มชื่นของดิน ถ้าดินแห้งเกินไปก็ให้น้ำใหม่ได้เลย นำไปตั้งให้โดนแดดบ้าง

6. ไผ่
        ไม้ยืนต้นที่ขึ้นเป็นกอ ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง มีใบเดี่ยว และเรียวยาว สายพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกเพื่อประดับโต๊ะทำงาน นั่นก็คือ ไผ่กวนอิม เนื่องจากมีขนาดเล็ก ดูแลง่าย และเป็นต้นไม้มงคลที่นำโชคเรื่องเงินทองด้วย วิธีการดูแล ดูแลรดน้ำปานกลาง แม้แสงน้อยก็อยู่ได้ หากจะให้ปุ๋ยก็ควรให้เดือนละ 1 ครั้งก็พอ

7. ไม้อวบน้ำ
        ไม้อวบน้ำ (Succulents) เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมกันในหมู่ของผู้ที่ชื่นชอบไม้ประดับมากขึ้น ด้วยลักษณะที่มีใบอวบอิ่มน้ำและแลดูสดชื่นตลอดเวลานั่นเอง ใบของมันกักเก็บน้ำเอามาไว้เลยไม่จำเป็นที่จะต้องรดน้ำมาก สามารถอยู่ได้แม้ในอากาศร้อนและแล้ง มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ยอดนิยมนั้นได้แก่ Echeveria, Sedum และ Graptopetalum  ส่วนมากจะมีขนาดเล็ก เหมาะกับการนำมาวางประดับไว้บนโต๊ะทำงาน วิธีการดูแลรดน้ำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นำเอาออกมาตั้งให้โดนแดดบ้าง และอย่ารดน้ำในตอนที่อากาศชื้นเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะเน่าและตายได้

8. ลิ้นมังกร
        เป็นต้นไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีคุณสมบัติอยู่ในกลุ่มของต้นไม้ดูดซับสารพิษ เหมาะนำมาปลูกไว้ในอาคาร และเหมาะที่จะนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อสร้างความสดชื่น และยังมีความหมายมงคลที่ช่วยปกป้องคุ้มครองเราจากสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย อีกทั้งยังเป็นไม้ประดับที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลให้มากมายก็ดำรงชีวิตอยู่ได้นาน ลักษณะเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเรียวยาว และหนา มีมากมายกว่า 70 สายพันธุ์ วิธีการดูแล ให้น้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ที่โคนต้น ชอบแสงน้อย แม้ไม่มีเวลานำเอาออกไปตากแดดก็อยู่ได้

9. ไทร
        แน่นอนค่ะว่า ต้นไทร ที่จะนำมาประดับโต๊ะทำงานได้ก็ต้องเป็นต้นไทรขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่าไทรแคระนั่นเอง ไทรจัดว่าเป็นไม้พุ่มผลัดใบ ลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ส่วนลักษณะของใบมีหลากรูปแบบจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละสายพันธุ์ ทั้งใบเรียวรูปไข่และใบกลมมน ทนต่อทุกสภาวะอากาศ แม้บริเวณนั้นมีแสงสาดส่องทั้งวันก็ตาม วิธีการดูแล เป็นต้นไม้ที่ต้องการน้ำน้อย ชอบดินแห้ง และชอบแดด ต่อให้ลืมดูแล ก็ยังอยู่ได้

 

ที่มา : http://home.kapook.com/view155185.html

รายละเอียดเพิ่มเติม
ฮวงจุ้ย" ศาสตร์แห่งการอยู่อาศัย

          ฮวงจุ้ย เป็นศิลปะในการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ เพื่อประโยชน์ ความสงบ และความเจริญสูงสุด จากการปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับบุคลิกและกาลอันเหมาะสม คุณผู้อ่านหลายท่านอาจคิดว่า ฮวงจุ้ยเป็นเรื่องงมงาย แต่ที่จริงแล้วบางครั้งฮวงจุ้ยก็สามารถหาเหตุผลทางสถาปัตยกรรมมารับรองได้

ทั้งนี้เพราะทั้งสองสิ่งต่างก็มีที่มาจากหลักวิชาและเนื้อหาจากธรรมชาติรอบตัว ดังหลักการที่ทีมงานบ้านและสวนยกนำมาเสนอเป็นตัวอย่าง

ฮวงจุ้ย กับการเลือกทำเลที่ตั้ง

  1. ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าบ้านที่อยู่ในซอยตันเป็นหลังสุดท้ายทั้งด้านซ้ายและขวาไม่ดี อธิบายได้ตามหลักสถาปัตยกรรมว่า บ้านหลังสุดท้ายของซอยนั้นเป็นจุดรวมฝุ่นละออง ใบไม้ และขยะทั่วไปที่ลมพัดพามา เป็นที่อยู่ของสุนัขหรือแมวจรจัด หากเกิดไฟไหม้ต้นซอยก็ไม่สามารถขนย้ายข้าวของออกทางท้ายซอยได้
  2. บ้านหรือตึกที่ตั้งอยู่ริมถนนที่โค้งเข้าหา จะสู้ถนนที่โค้งออกจากตัวบ้านหรือตึกนั้นๆไม่ได้ ทั้งนี้เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ รถจะแหกโค้งพุ่งเข้าหาอาคารได้
  3. บ้านที่ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งตำรางฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดี เพราะพลังชั่วร้ายจะเข้าบ้าน จริงๆแล้วหากอธิบายด้วยเหตุผลคงเป็นเพราะปัจจุบัน ยวดยานจะวิ่งเข้าชนบ้าน หรือแสงไฟจากรถส่องเข้าบ้าน สร้างความรำคาญอยู่ไม่เป็นสุข
  4. บ้านหรืออาคารที่อยู่มุมสี่แยก หากอยู่ที่มุมแรกและเป็นมุมที่รถวิ่งผ่านขึ้นไป จะดีกว่ามุมที่สองเมื่อรถได้ผ่านมุมแรกมาแล้ว อย่างไรก็ตามถ้ามีอาคารอยู่ก่อนมุมแรก อาคารนี้จะมีทำเลดีกว่า ประเด็นนี้อธิบายได้ด้วยหลักของความใกล้ ความสะดวกต่อการเข้าถึงและยังขับรถเข้าอาคารได้ปลอดภัยกว่า เพราะก่อนถึงสี่แยกรถจะชะลอตัว แต่เมื่อพ้นสี่แยกมาแล้วรถจะเริ่มออกตัว การชะลอตัวเพื่อเข้าตึกในมุมที่สองนี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งเหตุผลในตำราฮวงจุ้ยกล่าวว่าพลังชี่ (พลังที่สร้างความสมบูรณ์ให้กับสรรพสิ่ง ในวิชาฟิสิกส์ และเคมีน่าจะหมายถึงพลังลม พลังน้ำ และก๊าซออกซิเจนนั่นเอง)จะผ่านเข้าตึกได้ง่ายกว่า
  5. บ้านหรืออาคารที่อยู่เชิงสะพานอีกด้านหนึ่งที่รถวิ่งลง ตำราฮวงจุ้ยก็ถือว่าไม่ดีเช่นกัน อธิบายด้วยเหตุผลว่าหากจะมีอุบัติเหตุจะมีที่เชิงสะพานขาลงได้ง่ายกว่า และรถอาจเสียหลักวิ่งเข้าชนอาคารนั้น

หากบ้านของคุณผู้อ่านไม่สอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยก็อย่าเพิ่งกังวลใจค่ะ เพราะยังมีสิ่งที่เรียกว่า “วัสดุเสริมมงคล” เป็นแนวทางแก้ไขเพื่อให้เกิดความสบายใจได้ ดังนี้

 

 

  • กระจกเงา เพื่อสะท้อนพลังร้ายออกไปหักเหพลังดีเข้าบ้าน
  • ผลึกทรงกลม ใช้หักเห แก้จุดอับ กระจายแสงและพลังซี่
  • กระดิ่ง ระฆังแก้ว ใช้ป้องกันภัย เน้นนำเงินทองเข้ามา
  • ตู้ปลา อ่างเลี้ยงปลา ลดความแห้งแล้ง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์
  • กังหันลม น้ำพุ กระตุ้นการไหลเวียนของพลังชี่ให้มากขึ้น
  • ก้อนหิน รูปปั้น ใช้ถ่วงดุล สร้างความมั่นคงถาวรในเรื่องงานหรือคู่
  • ขลุ่ยไม้ไผ่ ให้ความปลอดภัย ความสงบสุข ขับไล่สิ่งชั่วร้าย

อย่างไรก็ตามการใช้หลักฮวงจุ้ยมาใช้ในการสร้างบ้านนั้นควรพิจารณาถึงเหตุผลและความเหมาะสมด้วย แต่หลักที่สำคัญคือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” 

ที่มา : http://www.baanlaesuan.com/31749/house/fengshui/

9 ต้นไม้ปลูกในร่ม

          พื้นที่สีเขียวสร้างได้ ไม่จำกัดแต่บริเวณนอกบ้าน เรายังสามารถสร้างให้ดูสดชื่นได้ ไม่ว่าจะประดับโต๊ะทำงาน หรือ ในมุมห้องต่างๆ แต่จะเลือกต้นแบบไหนที่เลี้ยงง่าย ตั้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รดน้ำหรือใส่ปุ๋ยนาน ๆ ก็ไม่ตายบ้าง วันนี้ทาง Townsonline ของเรามีคำแนะนำ มาฝาก

1. แคคตัส 
        สำหรับมือใหม่ที่อยากได้มุมสดชื่นบนโต๊ะทำงาน ขอแนะนำให้หันไปที่โซนกระบองเพชรเลย เพราะมือใหม่หัดเลี้ยงต้นไม้อย่างเรา ยังไม่ชำนาญเรื่องการดูแลพืชพรรณมากพอ บวกกับว่ากระบองเพชรเป็นพืชที่แข็งแกร่ง เลี้ยงง่ายและโตไว ไม่ต้องให้น้ำทุกวันก็อยู่ได้ จึงเหมาะที่มากที่สุด แถมยังมีสายพันธุ์มากถึง 1,500 สายพันธุ์ วิธีการดูแล รดน้ำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และนำออกมาตั้งให้โดนแดดบ้างก็พอ

2. ต้นไม้อากาศ
        แค่ชื่อก็ฟังดูมหัศจรรย์แล้ว แต่รูปร่างและการตำรงชีวิตของมันนั้นกลับมหัศจรรย์ยิ่งกว่า เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องลงดิน ใบของมันมีลักษณะอวบกลมและเรียวยาวเลยทำให้ดูคล้ายแมงมุม และยังทำหน้าที่ในการยึดเกาะตามพื้นดินแห้ง ๆ กับรับสารอาหารแทนรากด้วย อีกทั้งยังมีสายพันธุ์มากกว่า 650 สายพันธุ์ให้เลือกนำมาเลี้ยง วิธีการดูแลก็ไม่ยุ่งยากเลย ให้พ่นน้ำเพียง 1-2 ครั้งต่อวัน แต่ละสัปดาห์ให้นำพืชไปแช่ในน้ำประมาณ 40 นาที แล้วนำมาวางไว้บนผ้าหนา ๆ ผึ่งให้แห้ง แล้วนำออกไปตั้งรับแสงแดดบ้างบางวัน

3. ต้นไม้สวรรค์ หรือต้นใบเงิน
        หรือต้นคลาสซูล่า ต้นไม้ที่มีใบอวบ กลม ออกใบซ้อนกัน และมีขนาดเล็ก ส่วนลำต้นตั้งตรงและเป็นทรงพุ่ม ออกดอกสีขาวและสีชมพู เป็นไม้ที่ชอบดินแห้ง ทนร้อนและแล้งได้ในระดับปานกลาง มีสายพันธุ์มากกว่า 300 สายพันธุ์ วิธีการดูแล รดน้ำในตอนเช้าวันละ 1 ครั้ง ถ้าสังเกตเห็นดินแห้งผิดปกติค่อยรดน้ำก็ได้ นำออกไปตากแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า อย่าให้โดนแดดแรงทั้งวัน มิเช่นนั้นอาจจะเฉาตายได้

4.เศรษฐีเรือนใน
        เป็นไม้ประดับที่มีคุณสมบัติติดหนึ่งในบรรดาต้นไม้ดูดซับสารพิษ เหมาะกับการนำมาปลูกประดับไว้ที่บ้านหรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เราคงจะคุ้นเคยกับชื่อไทย ๆ ของไม้ชนิดนี้เป็นอย่างดี โดยมีชื่อสากลคือ Spider Plant หรือ Air Plane Plant เนื่องจากมีลักษณะใบเรียวยาว แบน พลิ้วไหว และเป็นทรงพุ่ม คล้ายขาแมงมุมหรือปีกเครื่องบินนั่นเอง ส่วนเหตุผลที่มีชื่อไทยว่า เศรษฐีเรือนใน เพราะตรงกลางใบมีเส้นสีขาวยาวตลอดทั้งใบ แต่ถ้าเส้นสีขาวอยู่ขอบด้านนอกทั้ง 2 ข้างจะเรียกว่า เศรษฐีเรือนนอก วิธีการดูแลคือปลูกในกระถางที่มีดินร่วนซุย รดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นำออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ บ้างเช่นกัน

 

5. ว่านหางจระเข้
        จัดเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นข้อปล้อง ลักษณะใบอวบหนา และมีหนาม แถมภายในยังมีวุ้นใส ๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้สารพัด นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์มากกว่า 300 สายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็มีลักษณะสวยงามแตกต่างกันออกไป ทั้งยังจัดเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาปลูกประดับไว้ในบ้าน แต่ถ้าหากจะนำมาประดับโต๊ะทำงาน แนะนำให้เลือกสายพันธุ์ขนาดเล็กมาเลี้ยง  วิธีการดูแลรดน้ำปานกลาง หรือสังเกตดูความชุ่มชื่นของดิน ถ้าดินแห้งเกินไปก็ให้น้ำใหม่ได้เลย นำไปตั้งให้โดนแดดบ้าง

6. ไผ่
        ไม้ยืนต้นที่ขึ้นเป็นกอ ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง มีใบเดี่ยว และเรียวยาว สายพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกเพื่อประดับโต๊ะทำงาน นั่นก็คือ ไผ่กวนอิม เนื่องจากมีขนาดเล็ก ดูแลง่าย และเป็นต้นไม้มงคลที่นำโชคเรื่องเงินทองด้วย วิธีการดูแล ดูแลรดน้ำปานกลาง แม้แสงน้อยก็อยู่ได้ หากจะให้ปุ๋ยก็ควรให้เดือนละ 1 ครั้งก็พอ

7. ไม้อวบน้ำ
        ไม้อวบน้ำ (Succulents) เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมกันในหมู่ของผู้ที่ชื่นชอบไม้ประดับมากขึ้น ด้วยลักษณะที่มีใบอวบอิ่มน้ำและแลดูสดชื่นตลอดเวลานั่นเอง ใบของมันกักเก็บน้ำเอามาไว้เลยไม่จำเป็นที่จะต้องรดน้ำมาก สามารถอยู่ได้แม้ในอากาศร้อนและแล้ง มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ยอดนิยมนั้นได้แก่ Echeveria, Sedum และ Graptopetalum  ส่วนมากจะมีขนาดเล็ก เหมาะกับการนำมาวางประดับไว้บนโต๊ะทำงาน วิธีการดูแลรดน้ำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นำเอาออกมาตั้งให้โดนแดดบ้าง และอย่ารดน้ำในตอนที่อากาศชื้นเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะเน่าและตายได้

8. ลิ้นมังกร
        เป็นต้นไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีคุณสมบัติอยู่ในกลุ่มของต้นไม้ดูดซับสารพิษ เหมาะนำมาปลูกไว้ในอาคาร และเหมาะที่จะนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อสร้างความสดชื่น และยังมีความหมายมงคลที่ช่วยปกป้องคุ้มครองเราจากสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย อีกทั้งยังเป็นไม้ประดับที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลให้มากมายก็ดำรงชีวิตอยู่ได้นาน ลักษณะเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเรียวยาว และหนา มีมากมายกว่า 70 สายพันธุ์ วิธีการดูแล ให้น้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ที่โคนต้น ชอบแสงน้อย แม้ไม่มีเวลานำเอาออกไปตากแดดก็อยู่ได้

9. ไทร
        แน่นอนค่ะว่า ต้นไทร ที่จะนำมาประดับโต๊ะทำงานได้ก็ต้องเป็นต้นไทรขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่าไทรแคระนั่นเอง ไทรจัดว่าเป็นไม้พุ่มผลัดใบ ลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ส่วนลักษณะของใบมีหลากรูปแบบจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละสายพันธุ์ ทั้งใบเรียวรูปไข่และใบกลมมน ทนต่อทุกสภาวะอากาศ แม้บริเวณนั้นมีแสงสาดส่องทั้งวันก็ตาม วิธีการดูแล เป็นต้นไม้ที่ต้องการน้ำน้อย ชอบดินแห้ง และชอบแดด ต่อให้ลืมดูแล ก็ยังอยู่ได้

 

ที่มา : http://home.kapook.com/view155185.html

พัฒนาสาธารณูปโภค

          สนข.รื้อแผนแก้รถติด6เมืองหลัก ดึงกทม.ต้นแบบลงทุนถนน-ทางคู่-แมสทรานซิต

               สนข.รื้อแผนแก้รถติด 6 เมืองใหญ่ ขอนแก่น โคราช หาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก หลังการลงทุนพุ่ง เมืองโตไม่หยุด ผังเมืองคุมไม่อยู่ ใช้ กทม.เป็นโมเดลต้นแบบ ร่างพิมพ์เขียวพัฒนาโครงการยาว 10-20 ปี

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาจราจรใน 6 เมืองใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก และสงขลา (หาดใหญ่)

เนื่องจากผลการศึกษาเดิมทำไว้เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ปัจจุบันการพัฒนาหัวเมืองใหญ่จะเดินตามรอยกรุงเทพฯ ทั้งการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ขณะที่ผังเมืองยังควบคุมไม่ได้เต็มที่ ทำให้เมืองมีการเติบโตและขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง จึงประสบปัญหารถติด ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ

"การแก้รถติดเมืองใหญ่ สนข.ศึกษามา 7-8 ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการผลักดันให้เป็นจริง เพราะว่าขณะนั้นยังไม่คุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากเมืองยังไม่หนาแน่น มีคนใช้บริการน้อย จึงต้องเก็บผลการศึกษาไว้ ตอนนี้การจราจรหนาแน่น สภาพเมืองเปลี่ยนไป ที่ศึกษาไปก็ใช้ไม่ได้ เพราะเมืองโต เปลี่ยนหมดทุกอย่าง ต้องศึกษาทบทวนกันใหม่ อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าปีหน้าจะสรุปได้แต่ละเมืองจะ แก้ปัญหารูปแบบไหนถึงจะเหมาะสม"

สำหรับแผนการแก้ปัญหา ผอ.สนข.กล่าวว่า ในระยะสั้นจะเป็นการปรับด้านกายภาพ เช่น ปรับสัญญาณไฟจราจร ตีเส้นการจราจรใหม่ ระยะกลางจัดระเบียบระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่เดิมให้คนมาใช้บริการมากขึ้น

ขณะที่ระยะยาวต้องมีการลงทุนระบบขนส่งมวลชนสาธารณะรูปแบบใหม่มารองรับการเดินทางตามความเหมาะสมของแต่ละเมือง เช่น รถบีอาร์ที รถรางไฟฟ้า (แทรม) รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) รถไฟฟ้ารางเบา (ไลต์เรล) เป็นต้น

"สนข.กำลังศึกษายังไม่สะเด็ดน้ำ โดยจะต้องออกแบบศึกษาวางแผนแม่บท ไปเก็บข้อมูลศึกษาว่าเมืองใหญ่ขนาดนี้จำเป็นต้องมีระบบขนส่งสาธารณะหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นรูปแบบใดถึงเหมาะสมที่สุด มีกี่เส้นทาง ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ และรูปแบบการลงทุนเป็นแบบไหน"

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ยกตัวอย่าง จ.เชียงใหม่ผลการศึกษาเมื่อปี 2552 จะแก้ปัญหาโดยรถบีอาร์ที แต่โครงการไม่คุ้มค่า จึงยังไม่ได้รับการผลักดัน ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ทั้งการลงทุน นักท่องเที่ยว คนอพยพไปตั้งถิ่นฐานมาก ระบบผังเมืองก็เปลี่ยนใหม่หมด ทำให้ต้องศึกษาโครงการใหม่ โดยนำผลการศึกษาเก่ามาเป็นฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าในการลงทุน

เช่นเดียวกับเมืองโคราช ที่เทศบาลเมืองเคยเสนอโครงการบีอาร์ทีไฟฟ้า แต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากไม่มีเงินลงทุน จึงของบประมาณจากรัฐบาลสนับสนุนโครงการ

ส่วน จ.ขอนแก่นที่เอกชนท้องถิ่นจะเสนอตั้งกองทุนเพื่อมาลงทุนโครงการ บีอาร์ที ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งก็ต้องรอผลการศึกษาของ สนข.ให้เสร็จก่อน ด้าน จ.พิษณุโลกเพิ่งได้รับงบประมาณปีนี้ ศึกษาออกแบบโครงการจากเดิมเคยเสนอโครงการบีอาร์ที

แต่ของภูเก็ตชัดเจนเป็นรถแทรม รอสรุปรูปแบบการลงทุนจะเป็นรัฐบาลกลางโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ลงทุน ท้องถิ่น เอกชน หรือรัฐร่วมกับเอกชน ในหลักการจะดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม PPP โครงการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ส่วน จ.สงขลาทางจังหวัดมีข้อเสนอเป็นรถแทรม

"สิ่งที่ สนข.ทำจะเหมือนกรุงเทพฯ ให้มีแผนแม่บท เป็นโรดแมปของแต่ละจังหวัดพัฒนาไปอีก 10-20 ปี ข้างหน้าให้ลงทุนพัฒนาโครงการตามที่แผนแม่บทกำหนด ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเดินตามแผนนี้ ไม่งั้นจะเหมือนที่ผ่านมาก็คิดและศึกษากันไปเรื่อย ๆ จึงไม่ได้รับการผลักดัน อย่างจริงจัง"

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ตรวจวัสดุหมดอายุ

          เพราะสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ล้วนมีอายุขัย หากรอซ่อมแซมพร้อมกันอาจสายเกินแก้ “บ้านและสวน” วันนี้ทาง Townsonline ของเรามีคำแนะนำ มาฝาก อยากชวนคุณผู้อ่านลองสำรวจดูวัสดุอุปกรณ์ในบ้านว่ายังอยู่ดีหรือไม่ อะไรต้องซ่อมจะได้ซ่อม อะไรต้องเปลี่ยนจะได้เปลี่ยน

  • กาวยาแนว อายุใช้งาน 8-10 ปี การเสื่อมสภาพมี 2 ลักษณะ คือ เสื่อมก่อนนำมาใช้ เพราะกาวยาแนวจะอยู่ได้แค่ประมาณ 1 ปี หากไม่นำมาผสมใช้ อีกลักษณะคือการเสื่อมสภาพตามอายุของกาวยาแนว เมื่อถึงเวลาหมดอายุ กาวยาแนวจะเริ่มหลุดร่อน
  • ระบบประปา อายุใช้งาน 50 ปี ระบบประปาและท่อน้ำในบ้านมักซ่อนอยู่ใต้อาคารหรือเดินไว้ในผนัง หากรั่วซึมก็ยากที่จะเห็น ต้องสังเกตบิลค่าน้ำที่มากกว่าปกติ และลองปิดก๊อกทั้งหมดในบ้าน เพื่อตรวจดูมิเตอร์ว่ายังวิ่งหรือไม่
  • ฉนวนกันความร้อนชนิดใยแก้ว อายุใช้งานเฉลี่ย 10 ปี ฉนวนใยแก้วเป็นหนึ่งในตัวเลือกลำดับแรกๆ ที่ใช้เป็นฉนวนกันความร้อน ด้วยราคาและความสะดวก เพราะหาง่ายในท้องตลาด หลายบ้านเมื่อติดตั้งแล้วก็ใช้กันจนลืมไปเลย
  • คอนกรีตเสื่อมสภาพ อายุใช้งานเฉลี่ย 30-50 ปี หลายคนมองว่าโครงสร้างคอนกรีตคงทนถาวร ความจริงก็หมดอายุได้ สังเกตจากรอยหลุดร่อนของเนื้อคอนกรีตและรอยปริแตกของโครงสร้างเสาคาน หากเกิดเป็นสนิมที่เหล็กภายในคอนกรีตโครงสร้างคงต้องทุบทิ้งทำใหม่
  • สีทาบ้านอายุใช้งานเฉลี่ย 5-10 ปี สีทาบ้านจะเริ่มเสื่อมสภาพจากชั้นป้องกันแสงยูวีก่อน หากไม่สังเกตความชื้นที่ไร้การป้องกันของผนังจะไม่รู้ว่าสีเริ่มเสื่อมสภาพ รู้ตัวอีกทีสีก็ร่อนเป็นผงแล้ว ทางที่ดีควรทาสีใหม่ทุก

 

 

ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน

อยู่กับ "พรม" ให้ปลอดภูมิแพ้

          มีหลายคนที่เลือกที่อยู่อาศัยด้วยการเช่าคอนโดมิเนียม ด้วยเหตุยังไม่อยากมีภาระค่าใช้จ่ายมาก แต่อยากได้ที่อยู่อาศัยสะดวกสบายภายในเมือง ทีนี้เมื่อตกลงเช่าได้สถานที่เหมาะเหม็งกับการเดินทางและใช้ชีวิตแล้ว ต้องมาพบว่าห้องที่ได้ทำข้อตกลงไว้แล้วปูพรมทั้งห้อง

พรมนั้นนับเป็นวัสดุตกแต่งบ้านที่ช่วยตกแต่งห้องต่างๆ ภายในบ้านให้ดูสวยงาม ภูมิฐานขึ้น แต่สำหรับบ้านเมืองเราที่เป็นเมืองร้อน พรมก็จะเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค ดังนั้น การดูแลรักษาและการทำความสะอาดถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ไม่ว่าพรมจะสกปรกมากหรือน้อย ก็ควรนำพรมมาซักทำความสะอาดทุกๆ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่งการซักพรมมีอยู่ 2 วิธีคือ การซักเปียกและซักแห้ง ทั้งสองวิธีจะมีความยุ่งยากต่างกัน

เวลาซักก็เพียงนำน้ำยามาผสมน้ำ (อ่านตามฉลากที่แนะนำ) แล้วใช้แปรงขนอ่อนๆ ขัดลูบขนไปในทางเดียวกันทั่วผืน แล้วล้างน้ำให้สะอาดผึ่งให้แห้งจึงนำกลับไปใช้งานได้ แต่ขอเน้นว่าต้องแห้งสนิทจริงๆ

ส่วนการซักแห้งนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำผงซักแห้งโรยลงบนพรมให้ทั่ว แล้วใช้แปรงขัดรอยคราบที่สกปรกทิ้งไว้สักครู่ จึงใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดพรมผืนหรือพรมชิ้นอยู่ข้อหนึ่ง คือให้คว่ำพรมลงแล้วใช้งานพรมอีกด้านต่อไปตามเดิม แรงจากการเหยียบใช้งานจะช่วยดันสิ่งสกปรก ฝุ่นละอองให้ร่วงลงมาเอง เมื่อใช้งานไประยะหนึ่งแล้วก็กลับด้านมาใช้งานได้ตามเดิม

 

ที่มา : Ratthaporn Kumhom

คอนโดสายสีม่วง

          คอนโดสายสีม่วง รอวันฟื้น ตลาดแข่งเดือด โอกาสทองคนซื้อ

               เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-คลองบางไผ่ หลังจากใช้เวลาในการก่อสร้างมายาวนาน และเป็นหนึ่งในเส้นทางที่วิ่งออกไปสู่ชานเมืองกรุงเทพฯ

สุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ณ เดือน ก.ค. 2559 มีหน่วยเหลือขายลดลง หลังจากที่ผู้ประกอบการต่างๆ

จากจำนวนยูนิตที่ขายได้ จะพบว่าคอนโดในพื้นที่ จ.นนทบุรี ได้รับความสนใจและขายได้เยอะกว่าจากจำนวนโครงการที่เปิดตัวมากกว่า แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยของคอนโดใน จ.นนทบุรี จะอยู่ที่ประมาณ 7.4 หมื่นบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.)

การที่เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการแล้วในช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีผลให้ความสนใจของคอนโดตามแนวเส้นทางมีมากขึ้น แต่ด้วยเพราะภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ยังชะลอตัว คนยังไม่มั่นใจในเศรษฐกิจระยะยาว และจำนวนคอนโดที่เปิดขายก่อนหน้านี้ที่ยังเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวนมาก

               พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่งผลให้มีการซื้อที่ดินใหม่ย่านนี้น้อยลง ราคาที่ดินบริเวณเกาะแนวรถไฟฟ้าจึงทรงตัว

ขณะที่จากการลงพื้นที่สำรวจเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง พบว่า ด้วยปัญหาการที่ยังไม่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานี “เตาปูน” ของสายสีม่วงกับสถานี “บางซื่อ” ของสายสีน้ำเงิน กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วงเข้าสู่เมืองไม่สะดวก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือคิวเฮ้าส์ กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน ไม่ใช่รถไฟฟ้าที่วิ่งเข้าเมืองโดยตรง ต้องเชื่อมต่อกับสายสีน้ำเงิน

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทั้งสองสายได้รับการแก้ไข การเดินทางก็จะสะดวกขึ้น และเป็นหนึ่งในทำเลทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปัจจุบันที่ยังมีซัพพลายเหลือขายจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันย่านนี้สูงขึ้น

 

ที่มา : สุกัญญา สินถิรศักดิ์

7 ปฏิบัติการ คืนชีพให้บ้านน่าอยู่

          “ชีวิตชีวา” ฟังดูเป็นคำง่ายๆ แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บ่อยครั้งที่เราปล่อยปละละเลยบ้าน ปล่อยให้ความรก ความเคยชิน และความทรุดโทรมค่อยๆ บั่นทอนความสดใสของบ้านแสนรักของเราให้หายไปอย่างน่าเสียดาย

1.จัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เข้าที่ ในบ้านทุกหลังมีบรรยากาศไหลเวียนอยู่ แต่บ้านที่มีข้าวของรกรุงรัง ขาดความเป็นระเบียบ จะทำให้บรรยากาศและพลังงานในบ้านอัดอั้น อับทึบและอึดอัด ขาดบรรยากาศที่ดี มีแม่บ้านท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า

2.เปิดรับธรรมชาติสายลมและแสงแดด อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบ้านในเมืองที่จะได้รับอากาศบริสุทธิ์ และเจ้าของบ้านมักปิดตัวเองอยู่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ในยามเช้าหรือยามเย็นที่การจราจรของเมืองไม่วุ่นวายจนเกินไป

3.หมั่นตรวจตรา อย่ารอจนกระทั่งสายเกินไป ทุกสัญญาณเตือนของบ้านนั้น ไม่ว่าจะเป็นรอยร้าวหรือการผุพังใดๆ หากจัดการเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งบ้านที่ได้รับการดูแลอยู่เสมอจะมีบรรยากาศที่น่าอยู่

4.กล้าที่จะทิ้ง รู้ที่จะลงทุนอย่าเสียดายจนต้องเก็บของทุกอย่างไว้ แม้ว่าจะเก่าจนไม่สามารถใช้งานได้ดีแล้ว หลายบ้านเป็นเช่นนี้ อะไรที่เกินเยียวยาก็เรียกคนรับซื้อของเก่ามารับไปก็ได้ แล้วเรียนรู้ที่จะกล้าลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจ

5.ใช้พลังสีเขียวสร้างสุข ต้นไม้ต้นเล็กสามารถสร้างความสุขสงบแผ่กระจายออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสวนเล็ก สวนใหญ่ ไม้กระถาง หรือแจกันบนโต๊ะกินข้าว ล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์สีเขียวที่ราคาไม่แพงแต่ให้ผลที่ดีเกินคาดเสมอ

6.ทำเถอะ…อย่ารอเลย เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายท่านน่าจะมีไอเดียจัดการกับบ้านกันบ้างแล้วล่ะ อย่างนั้นก็ทำเถอะ...แต่วางแผนให้ดีก่อน แล้วก็อย่าเลื่อน เกินครึ่งของบ้านที่รกจนเกินจะเยียวยาเกิดจากการผัดวันประกันพรุ่ง

7.ให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่ในบ้านอย่างเท่าเทียม บ้านจะเป็นบ้านทั้งหลังได้ก็ด้วยองค์ประกอบที่สอดคล้องกันของทุกพื้นที่ เราจึงควรคำนึงถึงทุกห้องไปพร้อมกัน ไม่ใช่ว่าดูแลเอาใจใส่อยู่แค่ไม่กี่พื้นที่ ไม่เช่นนั้นคุณจะมีมุมโปรดและมุมรกๆ

 

 

ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน

ปรับปรุงห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุ

          คนส่วนใหญ่ตัดสินใจสร้างบ้านของตัวเองในช่วงวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน ซึ่งร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าสู่สภาวะสูงวัย ร่างกายจะเสื่อมสภาพลง การใช้งานส่วนต่างๆ ภายในบ้านหลังเดิมเริ่มเป็นไปได้ไม่ถนัดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “ห้องน้ำ”ห้องน้ำในบ้านทั่วไปมักมีพื้นที่ขนาดเล็ก มีพื้นต่างระดับแยกพื้นที่ส่วนแห้งและส่วนเปียก ประตูเปิดเข้าด้านในทำให้ต้องเบี่ยงตัวเพื่อปิด มือจับเป็นลูกบิดจึงต้องหมุนข้อมือเวลาใช้งานที่นั่งโถสุขภัณฑ์อยู่ในระดับที่ทำให้ต้องออกแรงดันตัวมากเวลาลุก ฝักบัวติดสูงเหมาะกับการยืนอาบ มีโคมไฟส่องสว่างเฉพาะส่วนอาบน้ำกับอ่างล้างหน้าเท่านั้น รายละเอียดเหล่านี้ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้สูงวัยใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ควรเลือกก๊อกน้ำเเบบก้านปัด โถสุขภัณฑ์กดชำระแบบคันโยก ที่นั่งของตัวโถสุขภัณฑ์สูง 45 cm. และมีราวจับที่ช่วยทรงตัวขณะลุกนั่ง พร้อมสายชำระติดตั้งด้านข้าง ควรมีราวทรงตัวแบบพับได้ เลือกก้านฝักบัวที่สามารถปรับระดับความสูงได้  ที่นั่งอาบน้ำมีความสูง 45 cm. เลือกใช้สีที่ตัดกัน ให้เห็นความแตกต่างของพื้น ผนัง และวัตถุอย่างชัดเจน ปรับพื้นให้เป็นระดับเดียวกัน มีราวจับติดผนังเพื่อช่วยในการทรงตัว
เลือกใช้กระเบื้องที่มีความฝืด ผิวกระเบื้องตั้งแต่ R10 ขึ้นไป ช่องประตูควรกว้างอย่างน้อย 90 cm. ประตูบานเลื่อนเลือกเป็นแบบรางแขวนติดช่องหน้าต่างให้มองจากภายนอกได้

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

10 ต้นไม้ควรปลูกให้ห่างจากตัวบ้าน
เจ.เอส.พี. พร้อมลุย

          "โอกาสดีสำหรับผู้กำลังมองหาซื้อบ้านและที่อยู่อาศัยในราคาที่คุ้มค่ามาถึงแล้ว เปิดโอกาสให้เจ.เอส.พี. ได้เป็นหนึ่งโครงการในใจลูกค้าสำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านที่ดีที่สุด โดยพบกับ 11 โครงการ และ 6 ทำเลคุณภาพของเจ.เอส.พี. ได้ในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่35 ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม2559 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่บูธJ.S.P. โซน C2 บูธเลขที่ C200 - C203 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1173" 



          นายธีระชาติ มโนธรรมรักษา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า "แนวโน้มภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลัง นี้แม้จะดูไม่หวือหวามากนัก แต่สำหรับบริษัท เจ.เอส.พี. ยังค่อนข้างไปได้สวย เนื่องจากเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าแบบแมส(Mass) ซึ่งยังจัดเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อสูงอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของราคา คุณภาพสินค้า และด้านทำเล จนทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากธนาคารชั้นนำต่าง ๆ กว่า10 ธนาคาร ที่ร่วมเป็นพันธมิตร และยกระดับการให้วงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยในแบบพิเศษ จึงทำให้โอกาสการกู้ผ่านของลูกค้าง่ายขึ้น"

          โครงการทุกโครงการในกลุ่มบริษัท เจ.เอส.พี. มีจุดแข็งในด้านศักยภาพของทำเลที่ตั้ง คือทุกโครงการจะติดถนนใหญ่ มีการคมนาคมสะดวก ใกล้ส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที และอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีสาธารณูปโภคเข้าถึงอย่างครบครัน รวมทั้งด้านการออกแบบบริษัทฯ ยังคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ซึ่งได้มีการปรับโครงการฯ ให้เป็นลักษณะมิกซ์ยูส(Mixed use) เพื่อเพิ่มความหลากหลาย และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัยมากขึ้น ที่สำคัญคือทุกโครงการของเจ.เอส.พี. ราคาคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับโครงการในละแวกเดียวกัน อีกทั้งคุณภาพด้านงานก่อสร้างยังได้มาตรฐานเทียบเท่ากับค่ายใหญ่รายอื่น ๆ และในช่วงเดือนตุลาคม 2559 นี้ ทางบริษัทฯ จึงได้ตั้งใจนำ 11 โครงการ ไปร่วมออกบูธในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 35 พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดประทับใจ เพื่อเตรียมส่งมอบความคุ้มค่าแก่ลูกค้า

          นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า ด้าน 11 โครงการที่ทางบริษัทเจ.เอส.พี. จะนำไปออกบูธในงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 35 นี้ ได้แก่ โครงการสำเพ็ง 2 อาณาจักรค้าปลีกส่ง แห่งใหม่ ใหญ่ที่สุดในย่านฝั่งธน ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท, โครงการไมอามี่ คอนโด บางปู คอนโดติดรถไฟฟ้า ติดทะเล แห่งเดียวในไทย ราคาเริ่มต้น 899,000 บาท, โครงการทิวลิป สแควร์ คอนโดสไตลส์ยุโรปสุดหรู ติดช้อปปิ้งมอลล์ และสถานที่ท่องเที่ยว ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท, โครงการJcondo สาทร - กัลปพฤกษ์ คอนโดสูง25 ชั้น วิว 360องศา ใกล้สถานีรถไฟฟ้าวุฒากาศ ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท, โครงการJ villaสุขุมวิท - แพรกษา ทาวโฮมและอาคารพาณิชย์ รองรับครอบครัวใหญ่ติดโรงเรียนสารวิเทศน์ สมุทรปราการ ราคาเริ่มต้น 1.799 ล้านบาท และโครงการ JSP city บางปะกง - บ้านโพธิ์ ทาวน์โฮมและอาคารพาณิชย์ ทำเลเด่นติดถนนใหญ่ใกล้แหล่งงานและนิคมอุตสาหกรรม ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท, โครงการ JSP city รังสิต คลอง 1 ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ ทำเลดีที่สุดในย่าน ติดถนนใหญ่ใกล้รถไฟฟ้า สายสีแดง และ จุดขึ้นลงทางด่วน ราคาเริ่มต้น 1.885 ล้านบาท, รวมทั้งโครงการน้องใหม่ล่าสุด ได้แก่ โครงการJ condo พระราม 2 ติดเซ็นทรัลพระราม2 ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท, โครงการJ city ติวานนท์-บางกระดี ทาวน์โฮมและบ้านแฝด River Viewราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท, โครงการJ Grand สาทร – กัลปพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น สไตล์แพ้นเฮาส์ทำเลดีที่สุด ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท, โครงการJ city รัตนธิเบศร์-บางบัวทอง ทาวน์โฮมใหม่ ใจกลางแหล่งชุมชน ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 11 โครงการดังกล่าวจะถูกเสริมทัพด้วยโปรโมชั่นของแถมพิเศษเป็น Gift Voucher Homepro มูลค่ากว่า 10,000 บาท แจกฟรีสำหรับลูกค้าที่จองในงาน พร้อมขบวนส่วนลดอีกมากมาย ซึ่งผู้กำลังมองหาซื้อบ้านและคอนโดต้องไม่พลาด
อย่างไรก็ตามนายธีระชาติ กล่าวถึงการร่วมออกบูธในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 35 นี้ว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ได้ และมั่นใจว่าจากแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่ารายได้จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน

งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์

          นับถอยหลังกันอีกไม่นานกับ งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี "TFIC Furniture Outlet 2016" ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลับมาย้ำอีกครั้งเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย พร้อมโชว์ศักยภาพการผลิตและดีไซน์ที่หลากหลายได้มาตรฐานการส่งออก ระดมผู้ผลิตและผู้ส่งออกกว่า 100 ราย ขายในราคาโรงงานส่วนลดสูงสุด 80% จัดแสดงสินค้าในงาน TFIC Furniture Outlet 2016 ครั้งนี้เป็นปีที่ 12 ให้ผู้บริโภคช้อปเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ชั้นนำ คุณภาพดีในราคาโรงงาน ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมส่วนลดพิเศษสูงสุด 80% ในปีนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 2 ตุลาคม 2559 เวลา 10.30-21.00 น. ณ อาคาร 2-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นงานจำหน่ายปลีกทั้ง 5 วัน ตั้งเป้าผู้เข้าชมงาน 60,000 คน เงินสะพัด 150 ล้านบาท

          สำหรับสินค้าไฮไลต์ที่จะนำมาจัดแสดง มีสินค้าจากแบรนด์ดังหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ อาทิ เฟอร์นิเจอร์สำนักงานจาก ร้อกเวิธ เฟอร์นิเจอร์ไม้จาก โอ.เค.วู้ด โปรดั๊ค สันต์ไทย ชำนิเฟอร์นิเจอร์ ส.กิจชัย เฟอร์นิเจอร์โซฟาจาก เลซีบอย อีลิทดีไซน์ ไดมอนด์ โซฟา 128 กรุ๊ป เฟอร์นิเจอร์หวาย โดยฮาวายไทยเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียม จากคุณากิจอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น พร้อมพบกับโปรโมชันจากธนาคารที่ร่วมรายการ และข้อเสนอพิเศษมากขึ้น โดยปีนี้มีธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นพันธมิตร มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี โดยสามารถแบ่งจ่าย 0% นานสูงสุด 10 เดือน และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 8,000 บาท / หมายเลขบัญชี / ตลอดรายการ (รวมบิลยอดผ่อนชำระได้ตลอดงาน) และในส่วนของการชำระเต็มจำนวน จะได้รับของสมนาคุณมากมาย มูลค่าสูงสุด 3,970 บาท

พฤกษา จับมือ TMB

          พฤกษา จับมือ TMB มอบดอกเบี้ย 3.65% นาน 3 ปี ทุกค่าใช้จ่ายเป็น 0 สำหรับลูกค้าเดอะคอนเนค และบ้านพฤกษา

               นายธีรเดช เกิดสำอางค์ (คนกลาง) กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นางสาวชมภูนุช ปฐมพร  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี (TMB) (คนขวา) ร่วมมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าพฤกษา เรียลเอสเตท ที่ซื้อทาวน์โฮมแบรนด์ เดอะ คอนเนค และบ้านพฤกษา ที่เข้าร่วมกว่า 50  โครงการ จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษ 3.65% ตลอด 3 ปีแรก และทุกค่าใช้จ่ายเป็น 0 บาท ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน และ ฟรีค่าส่วนกลาง นอกจากนี้ลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านจาก TMB ยังได้รับฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง ฟรีประกันอัคคีภัยตลอดอายุสินเชื่อ ฟรีค่าประเมินราคาหลักทรัพย์   ข้อเสนอดีๆ เฉพาะลูกค้าที่ซื้อตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม 2559  สอบถามข้อมูลเพิ่มโทร 1739 หรือคลิก pruksa.com

Pre-Sale 8-9 ต.ค. 59 นี้

          พบการเปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ Pre-Sale 8-9 ต.ค. นี้
          "คาซ่า วิลล์ รามคำแหง-วงแหวน 2"

               บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ล่าสุด...กว้างกว่า รองรับความสุขที่มากกว่า เชื่อมโยงทุกมิติอย่างมีดีไซน์เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น Facility ที่ใช้งานได้จริง สวนกว้างกว่า 200 เมตร สระว่ายน้ำระบบเกลือขนาดใหญ่ พร้อมฟิตเนส Panorama View และระบบรักษาความปลอดภัยเหนือชั้น ราคาเริ่มต้น 5-10 ล้านบาท*

ลงทะเบียนลงรับสิทธิ์ VIP คลิกhttp://bit.ly/Regis_CasaVilleRamkamhaeng2
สอบถามรายละเอียด CALL CENTER โทร 1388 ทุกวัน (08.00-19.00 น.)

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ภาพทั้งหมดใช้แทนเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์

1-2 ต.ค. นี้

     1-2 ต.ค. นี้ รับโปรฯเดียวกับงานบ้านและคอนโด
จองเพียง 1,500 บาท อยู่ฟรี 15 เดือน

หรือเลือกรับ โปรฯสุดขั้ว มูลค่า 400,000 บาท 
รีบจองแปลงสวยก่อนใคร (จำนวนจำกัด)

เดอะคัลเลอร์ส วงแหวน-ราชพฤกษ์
ทาวน์โฮม 4นอน 2จอด 
เริ่ม 1.59 ล้าน*

คลิกลงทะเบียนรับส่วนลด 20,000* ทันที https://goo.gl/OuIHiZ
 


 

     1-2 ต.ค. นี้ พบกับชีวิตดีดี .. ที่คุณเลือกได้
กับคอนโดติดเมกาบางนา พร้อมคลับเฮ้าส์หรูลอยฟ้า
สิทธิพิเศษที่คนเงินเดือน 15,000* ก็เป็นเจ้าของได้!!

เอ สเปซ มี บางนา
เพียง 1 นาทีถึงทางด่วน กาญจนาภิเษก 
เริ่ม 1.45 ล้าน*

คลิกลงทะเบียนรับส่วนลด 50,000* ทันที https://goo.gl/Myn5cu


โทร. 1797
Instagram : Areeyahome

อนันดาฯ ลุยหนักปลายปี

          เปิดรวด 6 โครงการ ตอกย้ำความแข็งแกร่ง “มิตซุย ฟูโดซัง” ร่วมทุนต่อ 3 โครงการใหญ่  มั่นใจยอดปีทะลุเป้า หลังคนแห่จอง 2 โครงการใหม่ล้นหลาม เดินหน้าจัดงานใหญ่แห่งปี ANANDA URBAN PULSE 20-23 ต.ค.นี้

          ปีนี้เผยแผนธุรกิจ 4 เดือนหลังเปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท  บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ พร้อมโชว์ความสำเร็จได้รับการตอบรับดีเหนือความคาดหมาย จาก 2 โครงการใหม่ล่าสุด ไอดีโอ โมบิ อโศก และ เวนิโอ สุขุมวิท 10

          นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก บริษัท มิตซุย  ฟูโดซัง  จำกัด อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นความร่วมมือในปี 2013 - จนปัจจุบัน โดยได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงการติดรถไฟฟ้าที่มีคุณภาพมาแล้ว 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท ซึ่ง มิตซุยฯ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของอนันดาฯ ซึ่งผลจากการร่วมทุนที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา ทำให้มีการวางแผนเดินหน้าสร้างความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำสัญญาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมทุนในอนาคตอีกหลายโครงการเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์และไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างลงตัวที่สุด

          นอกจากนี้เตรียมกระตุ้นตลาดและกำลังซื้อจัดงานนำเสนอคอนโดติดรถไฟฟ้าครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี“ANANDA URBAN PULSE” รวบรวมคอนโดติดรถไฟฟ้าคุณภาพเยี่ยมกว่า 14 โครงการทั่วกรุงเทพ

          พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุด !! และพลาดไม่ได้!! กับ 4 โครงการไฮไลท์  จากแบรนด์คุณภาพที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดีเสมอมา ที่พร้อมตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2559 นี้ ที่ชั้น 1 สยามพารากอน

          ในช่วง 4 เดือนหลังของ 2559 นี้ บริษัทฯ มีแผนการเปิดตัวที่สุดของคอนโดมิเนียมบนสุดยอดทำเลศักยภาพ พร้อมกัน 6 โครงการ มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ ไอดีโอ , ไอดีโอ โมบิ, เวนิโอ , ยูนิโอ   ประกอบด้วย 3 โครงการความร่วมมือภายใต้การร่วมทุนกับ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง  จำกัด  มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท ได้แก่

     1. โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก สูง 36 ชั้น จำนวน 507 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,240 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น  4.19 ล้านบาท

     2. โครงการ ไอดีโอ สุขุมวิท 93  สูง 38 ชั้น จำนวน 1,332  ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,072 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท

     3. โครงการ ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66 สูง 28 ชั้น จำนวน 298  ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,288 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 5.19 ล้านบาท

          ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 โครงการจากความร่วมมือนี้จะสามารถสร้างความสนใจครั้งใหญ่ให้คนเมืองได้อีกครั้ง และสำหรับอีก 3 โครงการคุณภาพที่เตรียมตัวเปิดในช่วง 4 เดือนหลังเช่นกัน ได้แก่  โครงการ ไอดีโอ พหลโยธิน-จตุจักร สูง 37 ชั้น จำนวน 400 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,513 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท

     4. โครงการ เวนิโอ สุขุมวิท 10 สูง 8 ชั้น จำนวน 162 ยูนิต มูลค่าโครงการ 875 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท  และโครงการ ยูนิโอ นิด้า-เสรีไทย สูง 8 ชั้น จำนวน 703 ยูนิต มูลค่าโครงการ 932 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 950,000 บาท

          บริษัทฯ ประสบความสำเร็จดีเกินความคาดหมายอีกครั้งจากผลตอบรับที่ดียิ่งของการเปิดขาย 2  โครงการใหม่ล่าสุดไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นโครงการสุดยอดทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ได้แก่ โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก (IDEO Mobi Asoke) โดยสามารถสร้างยอดขายแล้วกว่า 70% และ โครงการ เวนิโอ สุขุมวิท 10  (Venio Sukhumvit 10 ) คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด ภายใต้การพัฒนาโครงการโดย บริษัท เฮลิกซ์  จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอนันดาฯ โดยสามารถสร้างยอดขายรวมเกือบ 90% ซึ่งดำเนินงานด้านการขายโดยบริษัท ดิ เอเจ้นท์ จำกัด

          นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยการจัดงาน  “ANANDA  URBAN PULSE” ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2559 ณ. ชั้น 1  ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “SHIFT TO A NEW PARADIGM OF LIVING” เพื่อนำเสนอบริบทใหม่ของการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง โดยนำเสนอ นวัตกรรมแห่งการอยู่อาศัยที่มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาผสมผสานกับการใช้ชีวิตเมืองมากขึ้น หรือ  SMART LIVING ไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบาย ด้านความปลอดภัย หรือในด้านของการอยู่อาศัยในมิติอื่นๆเพื่อการใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของ Event ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยีการนำเสนอข้อมูลโครงการในรูปแบบใหม่ อาทิ Isolate map , 3D Simulator , Dynamic VR และอีกมากมาย พิเศษสุดเมื่อจองห้องชุดภายในงานจะได้รับ Samsung Gear Fit 2 (เฉพาะโครงการที่กำหนด) หรือแค่เข้าร่วมงานก็มีสิทธิ์ร่วมลุ้นรับ Siam Paragon Gift Card มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 20 รางวัลต่อวัน

ส่องดีมานด์ ซัพพลาย ยอดขาย

          พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยผลสำรวจ อสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครช่วงปี 2555-2558  มีมูลค่าเฉลี่ยรวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท พบว่ากว่า 50% อยู่ในพื้นที่ อโศก-พร้อมพงษ์ เหตุเป็นทำเลศักยภาพมีจุดเชื่อมต่อคมนาคมรถไฟฟ้า BTS และ MRT แถมยังเป็นแหล่งที่ผู้คนอยู่อาศัยหนาแน่น 80-90% เป็นศูนย์กลางธุรกิจ แหล่งทำงาน แหล่งชอปปิ้ง และสถานศึกษาสำคัญ คาดราคาที่ดินขยับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลราคาคอนโดมิเนียมปี 2560 มีแนวโน้มขยับถึง 2.6 แสนบาท/ตารางเมตร ด้านโครงการพร้อมโอนปีนี้เนื้อหอมสุด เหตุผู้ซื้อ-นักลงทุน รีบจับจองก่อนราคาขยับในปีหน้า

          นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด  ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า จากการสำรวจคอนโดมิเนียมที่เป็นอาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานคร  ที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2555-2558 พบว่าในปี 2558 มีจำนวน 51 โครงการ คิดเป็น 24,883 ยูนิต มูลค่ารวมของโครงการอยู่ที่ 214,931 ล้านบาท แต่หากคิดจากปี 2555-2558 มีมูลค่าโครงการเฉลี่ยที่ 142,535 ล้านบาท ในขณะที่ในเขตอโศก-พร้อมพงษ์ตั้งแต่ปี 2555 มีโครงการคอนโดมิเนียมอาคารสูงที่เปิดขายทั้งหมด 18 โครงการ มีจำนวนห้องชุดทั้งหมด 5,556 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 71,799 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของมูลค่าเฉลี่ยโครงการคอนโดมีเนียมเปิดใหม่ในแต่ละปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ

          ทั้งนี้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ได้เข้ามาชิงพื้นที่ในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในพื้นที่นี้ เนื่องจากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาโครงการคอนโดมีเนียมหรูใจกลางเมืองมียอดขายที่ดีมาก ซึ่งยังคงดีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าอัตราขายจะลดลงแต่ก็ยังถือว่าเป็นอัตราการขายที่ดีอยู่ อีกทั้งกำลังซื้อของลูกค้าระดับบนไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้ในปี 2559 อุปทานคอนโดมิเนียมในโซนอโศก – พร้อมพงษ์เพิ่มขึ้นจำนวน 1,044 ยูนิตคิดเป็น 19% จากปี 2558 ส่งผลให้มีอุปทานรวมจำนวน 5,417 ยูนิต ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากที่ดินที่สามารถจะพัฒนาโครงการใหม่เริ่มหายากมากขึ้น จำนวนยอดขายสะสมในไตรมาส 3/2559 มีทั้งหมด 4,200 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน และมียอดขายเฉลี่ย 77% ขณะที่อุปทานใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2559 ถึง ไตรมาส 2/2560 มีเพียง 558 ยูนิต ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับโซนอื่นๆ

          สำหรับในปี 2559 จะมีโครงการที่เริ่มโอนทั้งหมด 3 โครงการได้แก่ เดอะเทอร์ตี้ไนน์ และเอดจ์ สุขุมวิท 23 จากแสนสิริ  โครงการลุมพินี 24 จากแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์  รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,056 ยูนิต มูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,600 ล้านบาท ส่วนโครงการอื่นที่จะทยอยเสร็จในปี พ.ศ. 2560, 2561 และ 2562 จะมีจำนวน 278, 2,801 และ 1,421 ห้อง ตามลำดับ และมีมูลค่า 13,000, 29,758 และ 20,441 ล้านบาท ตามลำดับเช่นกัน ซึ่งหากมองจากโครงการทั้งหมดบนทำเลอโศก-พร้อมพงษ์ พบว่า เอดจ์ สุขุมวิท 23 และแอชตัน อโศก เป็นโครงการที่โดดเด่นได้เปรียบโครงการอื่น เนื่องจากตั้งอยู่บนจุดตัดของรถไฟฟ้า BTS และ MRT และเป็นโครงการแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่อยู่ใกล้กับอโศกอินเตอร์เชนจ์  โดยเอดจ์ สุขุมวิท 23 จะก่อสร้างเสร็จในปีนี้ (2559) ส่วนแอชตัน อโศก จะก่อสร้างเสร็จในปี 2561 อนึ่ง ทำเลดังกล่าวราคาปรับเพิ่มทุกปี โดยค่าเฉลี่ยของการปรับราคาของโครงการเปิดใหม่ต่อปีอยู่ที่ 9-10% ดังนั้นโครงการที่พร้อมโอนปีนี้จะมีราคาถูกกว่าโครงการใหม่ถึง 30% ทำให้เป็นที่สนใจของผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริงหรือลงทุน อีกทั้งราคารีเซลของโครงการพร้อมโอนถือว่ายังไม่ขยับสูงขึ้นไปมากทำให้สามารถลงทุนได้ อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าในปี 2560 ราคาขายคอนโดมิเนียมในโซนอโศก-พร้อมพงษ์ จะปรับขึ้นไปที่ 260,000 บาท/ตารางเมตร  

          “แม้พื้นที่โซนอโศก-พร้อมพงษ์ จะมีขนาดเพียง 2.5 ตารางกิโลเมตร แต่ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพในหลายด้าน ทั้งด้านการคมนาคมที่โดดเด่นด้วยการมีสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่สามารถดึงดูดผู้อยู่อาศัยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีอาคารสำนักงานรวมกว่า 900,000 ตารางเมตร เป็นศูนย์กลางแหล่งชอปปิ้งและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลการพักอาศัยของโครงการที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริหารในทำเลนี้ พบความหนาแน่นของการอยู่อาศัยกว่า 80-90%  ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่มีความหนาแน่นการอยู่อาศัยเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ และยังเป็นตลาดเช่าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ทำให้ความต้องการของคอนโดมีเนียมในบริเวณนี้มีมากทั้งจากผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยเอง และผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อการปล่อยเช่า ซึ่งอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 5%  อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ต้องจับตามองคือยังมีโครงการใหม่ๆที่กำลังขายและรอโอนในปีหน้าและปีต่อๆไปว่าจะได้รับการตอบรับอย่างไรเพราะผลตอบรับนี้จะเป็นตัวชี้วัดถึงการเติบโตของโครงการหรูในอนาคต แต่ที่ชัดเจนคือ โครงการพร้อมโอนปีนี้มียอดรีเซลที่คึกคักเพราะได้เปรียบในเรื่องส่วนต่างของราคาเมื่อเทียบกับโครงการเปิดใหม่” นายภูมิภักดิ์ กล่าว

กู้ 5 หมื่นล้าน ลุยสายสีแดง

               พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ก.ย.  เห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินการกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจกา) สำหรับก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 วงเงิน 1.66 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5.73 หมื่นล้านบาท และอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง และให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้กับ รฟท. เพื่อชาระหนี้และดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับแหล่งเงินกู้โดยตรงต่อไป
               ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้รับการอนุมัติจาก ครม. ให้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2550 ในกรอบวงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท และในช่วงที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติให้ปรับกรอบวงเงินโครงการเพิ่มเป็น 9.3 หมื่นล้านบาท มีการกู้ในประเทศ 1.2 หมื่นล้านบาท และเงินกู้ต่างประเทศ 8.1 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของเงินกู้ต่างประเทศได้มีการอนุมัติให้กู้เงินจากไจกา 3 ระยะและได้มีการกู้เงินไปแล้ว 3.48 หมื่นล้านบาท ครม.จึงมีมติให้กู้เงินเพิ่มเติมในจำนวนที่เหลือ 
               นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงินลงทุน 2.98 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี โดยโครงการนี้เป็นเส้นทางสำคัญทำหน้าที่เป็น Missing Link ของเส้นทางรถไฟช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และเส้นทางช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย เพื่อเชื่อมต่อระบบการขนส่งทางรางระหว่าง จ.ขอนแก่น สู่ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด"โครงการช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จะสามารถเปิดประมูลได้ทันที หากทีโออาร์ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ผ่านการอนุมัติเพราะใช้ทีโออาร์แบบเดียวกัน" นายออมสิน กล่าว 
               ขณะเดียวกัน ครม.ยังได้อนุมัติ ก่อหนี้ผูกพันโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายกรุงเทพฯนครราชสีมา ซึ่งเป็นการอนุมัติเพิ่มเติมอีก 17 ตอน วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันยังอนุมัติผูกพันงบประมาณโครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่กาญจนบุรี รวม 9 ตอน วงเงิน 1.29 หมื่นล้านบาท

ภาพประกอบจากเอกสารประชาสัมพันธ์โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ - รังสิต)

 

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 
 

LPN คอนโดลุมพินี ช่วยเงินผ่อน

          บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) จัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย ช่วยคุณผ่อนบ้านคงที่ ต้อนรับไตรมาส 4 ภายใต้ชื่อแคมเปญ “คอนโดลุมพินี ช่วยเงินผ่อน 59 เดือน” อัตราการผ่อนเท่ากันทุกเดือนเพียง 2,000 บาท ระยะเวลานานถึง 59 เดือน (4 ปี 11 เดือน) พิเศษสำหรับโครงการคุณภาพ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” เท่านั้น โดยสินค้าที่บริษัทนำมาร่วมแคมเปญในครั้งนี้เป็นห้องชุดพร้อมอยู่ เฉพาะอาคาร B3, B4 และ B5 ทุกชั้น ทุกยูนิต ราคาเดียวเพียง 799,000 บาท คิดเป็นมูลค่าที่บริษัทช่วยผ่อนสูงสุด 137,100 บาท และหากซื้อเป็นบ้านหลังแรก ยังได้รับสิทธิเพิ่มเติม ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 1 ปี (คิดเป็นมูลค่า 19,200 บาท) ระยะเวลาตั้งแต่ 9 กันยายน ถึง 15 ตุลาคมนี้

          วัตถุประสงค์ในการจัดแคมเปญดีๆ ครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายด้วยราคาเบาๆ และเปลี่ยนจากการเช่าอพาร์ตเมนต์มามีบ้านเป็นของตนเอง ในสภาพแวดล้อม และสังคมคุณภาพ ภายใต้ “ชุมชนเมืองน่าอยู่” พร้อม Total Solution ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างครบครัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม LPN Call Center 02-689-6888 สำนักงานขายโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1

แสนสิริฯ เตรียมเข็น 2 โครงการใหม่

      แสนสิริ ระบุทำเลศักยภาพทองหล่อร้อนระอุ ดีมานด์สูงขึ้นต่อเนื่อง เหตุหาที่อยู่อาศัยยาก เพราะพื้นที่พัฒนาจำกัด ชี้ราคาที่ดิน 3 ปี ก้าวกระโดดสูงถึง 20-30% แตะที่ 1.3-1.6 ล้าน/ตร.วา ราคาคอนโดฯ เติบโตขึ้นถึง 21% เฉลี่ย 250,000-300,000 บาท/ตร.ม. เผยพัฒนาโครงการในย่านทองหล่อมาแล้ว 4 โครงการ รวมกว่า 1,300 ยูนิต มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท เตรียมเปิด 2 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท แย้มชื่อโครงการ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” จำนวน 127 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท

       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทำเลศักยภาพทองหล่อมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อจากถนนสุขุมวิท จึงทำให้ย่านนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยทองหล่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีฐานะดี ประกอบด้วยเศรษฐี ผู้ดีเก่า ข้าราชการระดับสูง และเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ จนกลายเป็นสังคมของคนพรีเมียมมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติอยู่อาศัย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ที่มาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมากจนทำให้ปัจจุบัน ย่านนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “ลิตเติลโตเกียว”

“ปัจจุบัน ที่ดินในย่านทองหล่อ เหลือที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มลดน้อยลงเต็มทีแล้ว เรียกได้ว่า ทำเลเด่นๆ เช่น ย่านกลางซอยที่เป็น Prime area แทบไม่มีเหลือเลย จึงทำให้ที่ดินย่านนี้มาราคาสูง โดยจากราคาประเมินที่ดินซอยทองหล่อ ของกรมธนารักษ์ในปี 2559-2562 กระโดดสูงขึ้นถึง 420,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งราคาซื้อขายจริง คาดว่าจะก้าวกระโดดไปไม่ต่ำกว่า 20-30% โดยเฉพาะทำเลติดถนน หรือใกล้ BTS ทองหล่อ ในทำเลนี้ราคาขายที่ดินอยู่ที่โดยประมาณ 1.3-1.6 ล้านบาทต่อตารางวา ขณะที่ราคาคอนโดฯ ในย่านนี้เติบโตสูงขึ้นถึง 21% มาอยู่ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 161,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) และหากเป็นโครงการใหม่ติดถนนขึ้นไป แตะที่ 250,000-300,000 บาทต่อ ตร.ม.”

ส่งผลให้ราคาขายต่อของคอนโดฯ ย่านนี้มีราคาเฉลี่ยสูงขึ้นจากเดิม 11% มาอยู่ที่ประมาณ 182,000 บาทต่อ ตร.ม. แม้แต่ในซอยข้างเคียงอย่างสุขุมวิท 38 ราคาขายต่อ ตร.ม.ยังสูงถึง 170,000 บาทต่อตร.ม. ส่วนค่าเช่าคอนโดฯ ปล่อยเช่าได้สูงถึง 700-1,000 บาทต่อ ตร.ม. โดยกลุ่มชาวต่างชาติญี่ปุ่น และสังคมคนรายได้สูงชอบซื้อคอนโดฯ ไว้ลงปล่อยเช่ามาก โดยห้องที่นิยม คือ ห้อง 1-2 ห้องนอน

      

       ทั้งนี้ แสนสิริ ได้พัฒนาโครงการบนทำเลทองหล่อ ไปแล้วทั้งสิ้นรวม 4 โครงการ จำนวนกว่า 1,300 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท ล่าสุด แสนสิริ เตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ในทำเลทองหล่อ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท หนึ่งในนั้น คือ โครงการคอนโดมิเนียมในระดับไฮเอนด์ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” จำนวน 127 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นอาคารที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อ ด้วยความสูง 46 ชั้น และจะเป็น Landmark แห่งใหม่บนย่านนี้.

SC โชว์กำไรทุบสถิติใหม่

          ทันหุ้น -SC ส่งซิกทั้งปี 59 กำไรทุบสถิติใหม่ ชี้ครึ่งปีแรกปั๊มกำไรแล้ว 1.3 พันล้านบาท ปักธงทั้งปี 59 รายได้เข้าเป้า 1.5 หมื่นล้านบาท บุ๊กงานในมือเต็มพอร์ต มั่นใจทั้งปียอดขายพุ่ง 1.5 หมื่นล้านบาท โชว์ยอดขาย 9 เดือนกว่า 8 พันล่านบาท ปูพรมยอดขายไตรมาส 4/59 อีก 6 พันล้านบาท เตรียมเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

          นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ปี 2559 คาดกำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกมีกำไรแล้วกว่า 1,359.55 ล้านบาท จากทั้งปี 2558 ที่ทำได้ 1,895.28 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น รายได้เข้าเป้า1.5หมื่นล.

          โดยปี 2559 มั่นใจรายได้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมีรายได้แล้วกว่า 8,475.46  ล้านบาท ซึ่งบริษัทยังมีมูลค่ายอดขายรอโอน(Backlog) กว่า 6 พันล้านบาท โดยจะรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือของปี 2559 อีกกว่า 20% ส่วนที่เหลือจะรับรู้เป็นรายได้ไปจนถึงปี 2561

          ขณะที่ยอดขาย 9 เดือน ทำได้แล้วกว่า 8,000 ล้านบาท โดยทั้งปีบริษัทมั่นใจว่ายอดยอดขายจะทำได้ตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายยอดขายในช่วงไตรมาส 4/2559 ไว้กว่า 6,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 4/2559 จะมีการเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ  โดยแบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 2โครงการ และอีก 2 โครงการเป็นโครงการแนวราบ มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการในสต็อคที่รอการขายซึ่งหากรวมโครงการที่จะเปิดใหม่แล้วจะมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท  ทำให้บริษัทมั่นใจว่ายอดขายจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

ส่วนการปฎิเสธสินเชื่อของบริษัทยังไม่เกิน 10 % ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงต้นปี ซึ่งบริษัทจะควบคุมให้ไม่เกินระดับนี้ โดยมีการ pre approve ให้แก่ลูกค้าก่อนเสมอ แต่ลูกค้าของบริษัทก็ถือว่าค่อนข้างเป็นลูกค้าระดับกลางถึงบน ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในการปฎิเสธสินเชื่อมากนัก

          ทุ่ม6-7พันล.ลุยซื้อที่ดิน ด้านงบประมาณสำหรับการซื้อที่ดินในปี 2559 บริษัทตั้งไว้ 6,000-7,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันได้ใช้วงเงินสำหรับการซื้อที่ดินไปแล้วกว่า 70-80 % ซึ่งปัจจุบันก็มีการเจรจาซื้อที่ดินอย่างต่อเนื่อง คาดว่าน่าจะซื้อที่ดินได้ตามเป้าหมาย เพื่อไว้สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็อยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจของปี 2560 โดยคาดว่าจะสามารถประกาศได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559

          สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหานั้น โดยที่ผ่านมาการเติบโตของตลาดอสังหาไม่ได้สูงมากนัก แต่โดยรวมก็ไม่ได้ลดลงจากปีก่อน ซึ่งทางบริษัทยังมองว่าจากนี้ไปน่าจะมีปัจจัยเชิงบวกมากกว่าที่จะมาช่วยหนุน ทั้งความเชื่อมั่นของประชาชน รวมไปถึงการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งล้วนทำให้ภาคอสังหาจะได้รับประโยชน์แทบทั้งสิ้น

          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำ “ถือ” หุ้น SC เป้าหมาย 3.80บาท จากผลการตอบรับด้านยอดขายในโครงการแนวราบนับเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากทำให้ SC ยังอยู่ในวิถีของการบรรลุเป้าหมายรายได้ปี 2559 ที่ 1.5 หมื่นล้านบ่าท อย่างไรก็ตามเป้าหมายยอดขายปี 2559 ของบริษัทที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ยังคงดูเสี่ยงเนื่องจากมีตัวเลขสะสมครึ่งแรกของปี 2559 ที่เพียง 5.2 พันล้านบาท ทั้งนี้การตอบรับที่ดีเยี่ยมที่โครงการคอนโดมิเนียมหรูของบริษัทอย่าง 28 ชิดลม (8.0 พันลบ.) ที่มีกำหนดการเปิดตัวในเดือน พ.ย. 2559 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่าบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้หรือไม่

test system 01
test system
test system 02
test system
เรากินเจเพื่ออะไร?
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ Pre-Sale

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดขาย Pre-Sale โครงการคอนโดมิเนียม The BANGKOK THONGLOR
   
          โครงการคอนโดมิเนียม The BANGKOK THONGLOR เป็นโครงการคุณภาพระดับสูงที่สมบูรณ์ครบพร้อมในทุกด้าน โครงการตั้งอยู่บนถนนทองหล่อ ซอย 1 เป็นแปลงหัวมุม ทางเข้าหลักติดถนนใหญ่ ใกล้จุดขึ้นลงรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อประมาณ 300 เมตร มีพื้นที่ 1-2-94 ไร่ 1 อาคาร 31 ชั้น จำนวน 148 ยูนิต อาคารได้รับการออกแบบให้เป็นกระจกทั้งอาคารซึ่งจะไม่เห็นกรอบของกระจกจากภายนอก ทำให้ด้านหน้าจะเห็นความเป็นเส้นตรงของอาคาร ได้ความเงาและแวววาวที่จะเป็นประกายออกจากตัวอาคาร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโครงการ นอกจากนี้ยังเพิ่มความพิเศษด้วยลายของหินอ่อนและทองแดงซึ่งเป็นวัสดุที่มีมูลค่าเพื่อเสริมให้งานออกแบบมีความทันสมัยมากขึ้น การออกแบบอาคารด้วยนวัตกรรม Corridor Air Flow เฉพาะจากแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำให้ลมและแสงแดดผ่านทางเดินทุกชั้น ทำให้ทุกชั้นอากาศสามารถถ่ายเทและได้รับแสงธรรมชาติ เพิ่มความโปร่งโล่งให้ส่วนกลางและยูนิตพักอาศัย สำหรับการออกแบบยูนิตพักอาศัยนั้น พื้นที่ได้รับการออกแบบให้คำนึงถึงการใช้งานอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม กระจกของทุกยูนิตจะให้ความรู้สึกโปร่งโล่งและกว้าง ทำให้ได้รับแสงจากธรรมชาติเป็นอย่างดี ทุกยูนิตเป็นระเบียง 2 ชั้น (Double Skin Balcony) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการใช้ระเบียงบนอาคารสูง และยังสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้นด้วย ห้องพักอาศัยมี 2 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 53-63 ตร.ม. จำนวน 34 ยูนิต และแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 82-94 ตร.ม. จำนวน 114 ยูนิต โครงการ The BANGKOK THONGLOR โดดเด่นด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยอย่างสูงสุด ทั้งระบบจอดรถอัตโนมัติเพิ่มความสะดวกสบาย และ Triple Full Floors Sky Facilities ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพนท์เฮ้าส์ของลูกบ้านทุกคน โดยชั้น 28 เป็น Sky Reading Lounge และ Sky Fitness, ชั้น 29 เป็น Sky Japanese Onsen และชั้น 31 เป็น 360 degree Sky Swimming Pool
 

 

ที่มา : แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

งาน HomeWorks EXPO ครั้งที่ 23

          นายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรในเครือเซ็นทรัล เปิดงาน "HomeWorks EXPO ครั้งที่ 23" มหกรรมสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ลดสูงสุด 80% คาราวานสินค้ากว่า 500 แบรนด์ดัง คาดมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500,000 คน และมียอดขายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 9 ตุลาคม 2559 โดยมี นางจิรารักษ์ ณ เชียงตุง, นางสาวนภิศ สุวรรณสาร, นางยี่ หลิว และนายคริสซอฟห์ ฮอแดป เข้าร่วมงานด้วย ณ ไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-104 เมื่อเร็วๆ นี้

พฤกษาลุยลงทุนปี 2560

          พฤกษากางแผนลงทุนปี 2560 เพิ่มสัดส่วนกลุ่มบ้าน-คอนโดหรู ชี้ลูกค้ากำลังซื้อแข็งแกร่ง ปูพรมโครงการใหม่ 1.5-2 หมื่นล้าน

          นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ปี 2560 บริษัทเตรียมรุกตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนหรือกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น โดยเฉพาะ ระดับราคาตั้งแต่ 5-10 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม โดยตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่มูลค่าประมาณ 1.5-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินรองรับการพัฒนาแล้ว เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก และเป็นกลุ่มที่ไม่มีปัญหาเรื่องกู้ไม่ผ่าน

          ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน สินค้ากลุ่มพรีเมียมเป็น 20% ของรายได้รวมภายในปี 2560 จากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 10% โดยตลาดระดับกลาง-บนถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตได้ดีแม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการถูกปฏิเสธ สินเชื่อต่ำ เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลัง ซื้อสูง

          ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการเร่งเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่าในไตรมาส 4 ผู้ประกอบการจะเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มูลค่ารวม 1-1.5 แสนแสนล้านบาท เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเร่งยอดขายที่ชะลอตัวไปในช่วงครึ่งปีแรก และเชื่อว่าแต่ละโครงการที่เปิดตัวมาล้วนมีจุดเด่นที่สามารถเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่า 85,850 ล้านบาท ไตรมาส 2 เปิดตัว 85,371 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่น-1 แสนล้านบาท โดยโครงการใหม่ดังกล่าวมีอัตราการดูดซับประมาณ 45-50%

          "ไตรมาส 4 พฤกษาเตรียมโหม เปิดโครงการใหม่ประมาณ 20-30 โครงการ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เน้นระดับราคา 2-3 ล้านบาท เช่น โครงการแชปเตอร์วัน อีโค รัชดา-ห้วยขวาง จำนวน 1,900 ยูนิต มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1 แสนบาท/ตร.ม." นายประเสริฐ กล่าว

          สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 3.46 หมื่นล้านบาท จากเป้ายอดขายทั้งปี 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังคงเหลือยอดที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายอีก 1.54 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำได้ เนื่องจากมีจำนวนโครงการใหม่เปิดมากที่สุดในไตรมาสสุดท้ายของปี

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

SC ASSET จัดงาน OPEN HOUSE

                    ที่โครงการ “The Crest Santora‎ หัวหิน” 22-24 ต.ค.นี้

          พบกันครั้งแรกกับการเปิดชมห้องแบบ LUXURY SIGNATURE FAMILY SUITE – สเปซใหญ่ เพื่อครอบครัวใหญ่ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ

          เดอะเครสท์ ซานโตรา หัวหิน ตั้งอยู่หัวหิน ซอย 7 ติดหาดหัวหิน เป็นวิลล่าและคอนโดตากอากาศ ทั้งหมด 188 ยูนิต มีเพียงห้องแบบ 2 ห้องนอน ที่ถูกออกแบบพิเศษสไตล์ MODERN LUXURY COMFORT ที่สเปซเพิ่มขึ้นพร้อมการจัดวางที่คำนึงถึงการใช้ชีวิต เพื่อตอบรับทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัวใหญ่อย่างลงตัว

 

              

          ดีไซน์เหนือระดับกับห้องนอนกว้างสบายพร้อมฟังก์ชั่นเตียงสองชั้น ห้องนั่งเล่นเชื่อมต่อมุมระเบียงให้คุณมีมุมพักผ่อนได้มากกว่าใคร ที่สุดของวิถีชีวิตแห่งความสุขเทียบเท่าบ้าน ที่คุณรื่นรมย์ได้กับทุกวินาที ที่ใช้ชีวิตที่นี่

          พบโปรโมชั่นพิเศษ 2 ห้องนอนกว้าง ขนาด 73 ตารางเมตร ราคาพิเศษ 6.9 ล้านบาท!  พร้อม Fully-Furnished จองในงานรับฟรี iPhone 7 (256 GB) ลงทะเบียนรับส่วนลดเพิ่ม 100,000 บาท คลิก bit.ly/2d1R8sP โทร. 1749

 

          ที่ตั้งโครงการ : ติดหาดหัวหิน หัวหิน ซอย 7 อำเภอหัวหิน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์

 

เลือกห้อง ทิศไหนตรงใจที่สุด

เลือกห้องเพื่ออยู่อาศัย ทิศไหนตรงใจที่สุด

          การเลือกซื้อคอนโดสักห้อง นอกจากจะต้องดูสภาพแวดล้อม และทำเลของโครงการแล้ว การเลือกตำแหน่งห้องก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เราควรพิจารณาเลือกทิศที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของเรามากที่สุด โดยมีปัจจัยดังนี้ 

                ทิศเหนือ 
    เป็นทิศที่เย็นสบายในช่วงหน้าร้อนและหน้าหนาว เพราะแดดส่องเข้ามาไม่ถึง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน จะได้รับไอแดดที่ส่องเยื้องมาทางทิศตะวันออกในช่วงเช้า และแดดเยื้องมาด้านทิศตะวันตกในช่วงบ่าย แต่ข้อดีคือ หน้าฝนในช่วงที่ฝนตกอากาศชื้น สลับกับวันที่ได้รับแสงแดด ช่วยให้ห้องไม่อับ และมีการถ่ายเทอากาศที่ดี 

                ทิศใต้ 
    เป็นทิศที่ไม่โดนแดดตลอดทั้งปี จึงไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนจากแสงแดด และรับลมธรรมชาติได้ดี ซึ่งได้รับความนิยม แต่ข้อเสียคือ ในเมื่อแสงแดดไม่ตกถึงห้อง จะทำให้ห้องอับชื้น เกิดเชื้อราได้ง่าย และการระบายอากาศได้ไม่ค่อยดี 

                ทิศตะวันออก 
    รับแสงแดดในช่วงเช้า ซึ่งไม่แรงเท่ากับแดดในช่วงบ่าย นอกจากห้องได้รับแสงสว่างจากแดดแล้ว ยังได้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมมรสุมฤดูหนาว) ทำให้หน้าร้อนจะไม่ค่อยได้ รับลมเท่าไหร่ แต่จะได้รับลมหนาวในช่วงหน้าหนาว ทำให้ได้รับอากาศเย็นสบาย

                 ทิศตะวันตก 
    จะได้รับแสงแดดในตอนบ่าย จะได้รับความร้อนมากกว่าทิศตะวันออก แต่ข้อดีของทิศตะวันตกคือ แสงแดดทำให้ห้องไม่อับชื้น โปร่ง มีการระบายอากาศทีดี และยังได้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้(ลมมรสุมฤดูร้อน) ทำให้หน้าร้อนไม่ร้อนมาก เพราะมีลมพัดตลอด พอหน้าหนาวก็ไม่หนาวมากเพราะไม่ได้โดนลมหนาวโดยตรง 

    จะเห็นได้ว่าทุกทิศมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันไป แต่การเลือกห้อง ไม่ว่าจะเพื่ออยู่เองหรือปล่อยเช่า ทิศห้องอาจจะไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อ สิ่งสำคัญ คือเลือกให้เหมาะกับกำลังทรัพย์ และสะดวกสบายกับไลฟสไตล์ของเราที่สุด ส่วนเรื่องทิศนั้น ปัญหาแก้ได้ง่ายด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้อง พร้อมทั้งหมั่นทำความสะอาดและระบายอากาศเป็นประจำ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้อยู่อาศัย

โครงการใหม่จาก SC ASSET

คอนโด 28 Chidlom ทเวนตี้เอท ชิดลม  

     SC ASSET เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ “28 Chidlom“ คอนโด High Rise ระดับ Super Luxury สูง 20 ชั้น และ 50 ชั้น บนที่ดินประมาณ 3 ไร่  ติดถนนชิดลม ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลม ประมาณ 250 เมตร แล้วพบกันเร็วๆนี้

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • Tel : 1749
  • Website : http://www.scasset.com/
ศุภาลัย ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี!

          บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี! ที่ไม่ควรพลาด พบกับสุดยอดวิทยากรแนะแนวด้านการลงทุน และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์และศิลป์แห่งสี ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2559 เวลา 9.00 - 16.30 น. ณ ชั้น 33 อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ถนนพระราม 3

          เวลา 09.00 - 12.00 น. สัมมนาในหัวข้อ "มหัศจรรย์เคล็ดลับสร้างสปาใจ ให้สมองแจ่มใส ด้วยการระบายสี" โดย คุณสิทธิพร กุลวโรตตมะ นักเขียนและนักวาดการ์ตูน ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการระบายสีที่เป็นศาสตร์ในการสร้างสมดุลในชีวิต เสริมสร้างสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด ด้วยศาสตร์และศิลป์แห่งสี ที่ทำให้คุณพบความสุขง่ายๆ ได้อย่างมหัศจรรย์ พร้อม Workshop แจกแผ่นภาพพร้อมสีไม้ ให้ท่านลงมือระบายความสุข

          เวลา 13.30 - 16.30 น. สัมมนาในหัวข้อ "เคล็ดลับภาษีและการทำกำไร สู่ความ มั่งคั่งในปี 2560" โดย ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร สุดยอดกูรูด้านการเงินและการลงทุน จะมาแนะแนวทางการลงทุนอย่างไรให้ได้กำไร และเคล็ดลับการวางแผนภาษีในปี 2560

          โดยกิจกรรมสัมมนาหัวข้อดังกล่าว เป็นอภินันทนาการความรู้สู่ประชาชน ฟรี ผู้สนใจติดต่อสำรองที่นั่งด่วน! (จำนวนจำกัด) ที่ Supalai Smart Center โทร.02-725-8899 หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.supalai.com

 

 

แสนสิริจับมือพันธมิตร

          แสนสิริจับมือพันธมิตรตรวจความพร้อม “98 Wireless” พร้อมเปิดเผยโฉมเป็นคอนโดมิเนียมที่สุดแห่งทำเล ธ.ค.นี้

          คุณอภิชาติ จูตระกูล (ที่ 2 จากขวา) ประธานอำนวยการ และ คุณอุทัย อุทัยแสงสุข (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ทีมผู้บริหารจาก บริษัท สี่พระยาก่อสร้าง จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการ และ ทีมผู้บริหารจาก บริษัท โปรเจคไดเรคชั่น จำกัด ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ตรวจสอบความเรียบร้อยโครงการ '98 Wireless' (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างแล้วกว่า 70% พร้อมสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดการขายอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ โดยผู้บริหารแสนสิริได้บรรจงลงตรวจความพร้อมในทุกขั้นตอนอย่างละเอียดและประณีต เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นคอนโดมิเนียมที่ดีที่สุดในประเทศไทยหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


          โครงการ '98 Wireless' (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) ตั้งอยู่บนทำเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนถนนวิทยุ มูลค่าโครงการกว่า 8,700 ล้านบาท อีกหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของแสนสิริ ภายใต้แนวความคิด "The Best Comes as Standard" ที่รังสรรค์งานดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสอย่างประณีตบรรจง คัดเลือกวัสดุการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในที่ดีที่สุดและพิถีพิถันที่สุดจากทุกมุมโลก พร้อมมอบบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ในแบบลักซ์ชัวรี่อย่างแท้จริง โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมความสูง 25 ชั้น ที่จอดรถใต้ดิน จำนวน 77 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 550,000 บาทต่อตารางเมตร มีตั้งแต่ขนาด 2 – 4 ห้องนอน เพนท์เฮ้าส์ และซูเปอร์เพนท์เฮ้าส์ "The One" ซึ่งตั้งอยู่ชั้นสูงสุดของโครงการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ :
ภิญญาพัชญ์ ห่วงนาค / ดวงพร โชติพรไพศาล
โทร. 02-201-3536/ 02-201-3768
อีเมล Pinyapat@sansiri.com/ DuangpornC@sansiri.com

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2536395

 

ที่มา : ryt9

เจ.เอส.พี. ปรับโฉม

          เจ.เอส.พี. ปรับโฉม เตรียมส่ง J ID มาตรฐาน ของบ้านชาญฉลาด การันตีทุกหลังคุ้มค่า ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย


          สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้าด้วย สำหรับค่ายอสังหาฯ เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่หลังจากเตรียมความพร้อมเปิด 4 โครงการน้องใหม่ในเครือ เจ.เอส.พี.แอสพลัส J.S.P. Asplus by J.S.P Property นั้นล่าสุดทางด้านบอสใหญ่ฝ่ายออกแบบ คุณพีรพงศ์ พฤกษชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท เจ.เอส.พี แอสพลัส จำกัด ก็แอบมาเผยให้ฟังก่อนว่า ทีเด็ดคือเตรียมส่ง J ID หรือ J Intelligent Desing เครื่องหมายมาตรฐาน ของบ้านชาญฉลาด ออกตัวไปพร้อมๆ กัน และแอบกระซิบอีกว่า J ID เป็นโลโก้มาตรฐานของแนวคิดหลักของบ้านทุกหลังของเจ.เอส.พี. ที่คำนึงถึงการออกแบบอย่างชาญฉลาดในทุกๆด้าน เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของลูกบ้าน ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีให้กับผู้อยู่อาศัยว่าสามารถตอบโจทย์บ้านที่สุดของความคุ้มค่าได้ 4 ด้าน ได้แก่ iFunction พัฒนาการออกแบบ ที่ปรับทิศทางองค์ประกอบต่างๆของบ้าน ให้สามารถขยายพื้นที่ เพิ่มอรรถประโยชน์ใช้สอยได้อย่างกว้างขวางเต็มประสิทธิภาพ ตามด้วย iEnergy เพิ่มการออกแบบที่ใส่ใจรายละเอียดด้านการประหยัดพลังงาน เปิดรับแสงให้เข้าถึงได้ง่ายทำให้บ้านสว่าง และขาดไม่ได้คือด้าน iSense การออกแบบที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยโดยการเลือกโทนสี ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลายและสีไม่ล้าสมัย พร้อมสุดคุ้มค่ากับด้าน iConnet การออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกสบายของลูกบ้าน โดยการออกแบบ Club House และCoworking Space เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย …แหมเรียกว่าเป็นการยกเครื่องปรับลุ๊คใหม่ของ เจ.เอส.พี.ได้เจ๋งสุดๆไปเลย

ที่มา : ryt9


 

กิจกรรม Areeya&You

กิจกรรมดีๆ จาก Areeya&You
สิทธิพิเศษ สำหรับลูกบ้านอารียาคนพิเศษ
เติมเต็มความสุขในทุกมื้อ กับโปรสุดคุ้มจากร้านค้าสุดชิค

โดยลูกบ้านอารียาที่ใช้เครือข่ายทรู
สามารถรับเครื่องดื่ม ที่ร้าน Mezzo ฟรี 1 แก้ว

เพียงกดรหัส *470*55*111 ตามด้วยรหัส Areeya&You 5หลัก# 
แล้วกดโทรออก | สามารถรับได้ที่จุดบริการ Mezzo 
วันนี้ ถึง 31 ธ.ค.59 นี้เท่านั้น!! (1สิทธิ์/1แก้ว/เดือน)

ดัชนีเศรษฐกิจ

          โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มกราคม 2560

"พฤกษา” โชว์ผลงาน

             อสังหาฯพรีเมียมปีหน้ามาแรง! "พฤกษาโชว์ผลงาน 9 เดือนไปได้สวย

          นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและ ปริมณฑลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าตลาด 265,777 ล้านบาท เติบโต 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลาดต่างจังหวัดมีมูลค่า 78,869 ล้านบาท หรือเติบโต 12.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากยังไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุน จากสภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของไตรมาส 4 ที่ยังชะลอตัว คาดว่าทั้งปีตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะเติบโตทรงตัวหรือใกล้เคียงกับปี 2558 คือมีมูลค่าตลาดรวม 350,000 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สามารถทำยอดขายรวม 34,662 ล้านบาท โดยคิดเป็น 68% ของเป้ายอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 51,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเปิดโครงการใหม่ 25 โครงการ มูลค่ารวม 22,431 ล้านบาท ในไตรมาส 3 โดยเฉพาะโครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ คือ พลัมคอนโด รามคำแหง สเตชั่น และพลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า สำหรับด้านรายได้ 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 32,972 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,068 ล้านบาท โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลงเล็กน้อยสำหรับทั้ง 2 ด้าน

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/779802

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

บิ๊ก'พฤกษา'คาดตลาดอสังหาฯปีนี้ มีโอกาสติดลบ5%

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2559 โดยคาดว่า จะ “ทรงตัว” หรือมีโอกาส “ติดลบ 5%” โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3- 3.3 แสนล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 0-5% มูลค่าตลาดรวม 3.5 -3.6 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดรวม 3.48 แสนล้านบาท เนื่องจากเผชิญปัจจัยภายในและภายนอกที่ยากจะควบคุม ส่งผลให้ไตรมาส 4 ที่คาดว่า สถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯจะกลับมาสดใส มีการเปิดโครงการใหม่มากที่สุด กลับไม่เป็นไปตามคาดการณ์ โดยผู้ประกอบการได้เลื่อนการเปิดโครงการไตรมาส 4 ออกไปปีหน้าเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าตลาดอสังหาฯในปี 2560 จะกลับมาฟื้นตัวได้ หรือเติบโต 5% หลังผู้ประกอบการอสังหาฯเริ่มกลับมาเดินหน้าลงทุนอีกครั้ง เพราะเริ่มมั่นใจแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคลายความกังวล จากปัจจัยภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนต่างๆ ซึ่งมีความชัดเจนแล้วในปีนี้ ทั้งผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และเบร็กซิท เป็นต้น ดังนั้น มองว่าปีหน้า จะเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในภาพรวม เพื่อการก้าวไปสู่การเติบโต ในหลายรูปแบบ โดยจะไม่เน้นทำตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่จะขยายไปในทุกตลาด เพื่อเพิ่มยอดขาย ส่วนแบ่งการตลาด ลดความเสี่ยง รวมถึงการร่วมทุนกับต่างชาติ หรือบริษัทคนไทยด้วยกันเอง เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/726887

พฤกษา เปิดตัว

          พฤกษา เรียลเอสเตท รุกตลาดคอนโดระดับพรีเมียม เปิดตัว The Reserve ทองหล่อ
หลังประกาศเดินหน้าบุกตลาดพรีเมียม ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพรีเมียม ก็เฟ้นหาที่ดินแปลงสวยบนทำเลทอง ซอยทองหล่อ 2 มาพัฒนาคอนโดมิเนียม "The Reserve" ชูแนวคิดการออกแบบสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด สะท้อนความเป็นธรรมชาติที่แทรกอยู่ในตัวอาคารได้อย่างลงตัว และคัดสรรวัสดุภายในห้อง ระดับพรีเมี่ยม อย่างดี เพื่อให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่สุดในย่านทองหล่อ ในราคาที่ดีที่สุดเฉลี่ย ตร.ม. ละ 250,000 บาท ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลที่ thereservecondo.com สอบถามเพิ่มเติมโทร.1739

 

 

2 ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ LH - AP

    2 ยักษ์ใหญ่อสังหาฯตระกูล "อัศวโภคิน" แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ - เอพี ประกาศแผนลงทุนอสังหาฯปี 60 แลนด์ฯ เปิด 12 โครงการมูลค่า 1.49 หมื่นล้านบาท ด้านเอพี เปิด 20 โครงการมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้าน คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ชี้ ซื้อที่ดินถูก-ตั้งราคาขาย โจทย์ยากผู้ประกอบการ          

          นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 60 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากแนวโน้มการเติบโตของจีดีพี ที่คาดว่าจะเติบโตในระดับ 3.5% โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนของภาครัฐแม้จะยังไม่มีเงินเข้าสู่ระบบในทันทีแต่การกำหนดเวลาเปิดประมูลจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนกล้าลงทุนล่วงหน้า ส่วนอัตราดอกเบี้ยแม้ว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นแต่ไม่สูงมากนัก ส่วนผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากต้นทุนก่อสร้างที่ยังทรงตัว ส่วนแผนการลงทนในปี 60 ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการ , ทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มากกว่าปี2559 ที่เปิดตัว 10 โครงการ แต่เมื่อเทียบมูลค่าโครงการแล้วจะน้อยกว่าปี 59 เพราะโครงการที่เปิดตัวในปี 60 จะเป็นขนาดโครงการเล็ก ในจำนวน 12 โครงการที่เปิดใหม่ดังกล่าวมี 4 โครงการที่เลื่อนการเปิดตัวมาจากปี 59 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย ได้แก่ โครงการ The Bangkok สุขุมวิท 38 ,โครงการมัณฑนา วงแหวน บางบอน ,โครงการ North 6 เชียงใหม่และNorth7 เชียงใหม่ รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

                                                 

          นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ กล่าวว่า สำหรับงบลงทุนในปี 60 ตั้งไว้ที่ 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับซื้อที่ดินประมาณ 7,000 ล้านบาท และงบสำหรับลงทุนในอสังหาฯเพื่อเช่า จำนวน 4,000 ล้านบาทสำหรับธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนก่อสร้างโครงการเทอมินอล 21 พัทยา ซึ่งเป็นงานก่อสร้างต่อเนื่องจำนวน 2,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2561 และอีก 2,000 ล้านบาท เป็นงบสำหรับการซื้อโครงการ ทั้งนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นจากนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ที่มีนโยบายให้เกิดการลงทุนภายในประเภทซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นความต้องการอพาร์ตเมนท์ก็จะเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงนโยบายการลดภาษีจะส่งผลดีต่อการลงทุนของบริษัทมากขึ้น รวมถึงมูลค่าของอสังหาฯที่นั้นมีแนวโน้มปรับขึ้น 5-10% ต่อปี 

                                                   

          นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พื้นฐานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในวันนี้ไม่ได้แย่มาก ถึงแม้ภาพรวมการเปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านๆ มาจะติดลบก็ตาม วันนี้หลายๆ อย่างเริ่มมีความชัดเจนขึ้น กิจกรรมทางการตลาดและบรรยากาศในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติบ้างแล้ว และในปีนี้จะเห็นภาพการแข่งขันในกลุ่มสินค้าแนวราบมากขึ้น ทั้งนี้ในปี 60 บริษัทฯ มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 20 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท, ทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 7,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005668

งานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 36

               3 ยักษ์ใหญ่แวดวงอสังหาฯ เตรียมเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 36
นายวิชัย  พูลวรลักษณ์ ( กลาง ) กรรมการสมาคมอาคารชุดไทย และประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ พร้อมคณะกรรมการจัดงานฯ ได้กำหนดจัดงานจับฉลากเลือกพื้นที่บูธ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “LET’S GET YOUR BESTINATIONค้นหาจุดหมายที่ดีที่สุด…เพื่อคนที่คุณรักที่สุด” ซึ่งในปีนี้มีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัท ยอดโครงการบ้านกว่า 1,000 โครงการเข้าร่วมงาน โดยมีอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ 
- บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) 
- บริษัท ออลล์ อินสไปร์  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 
- บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 
จองพื้นที่มากที่สุด ซึ่งงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 36 ได้รับความร่วมมือจากสมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร จัดงานครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ บริเวณโซนซี ชั้น 1 ชั้น 2 และพลาซ่า ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์